chinese

เผยตำรา สัมผัสภาษาจีน ตัวแทนสัมพันธ์ใกล้ชิดรัฐบาลจีน-ไทย โดยจีนเป็นฝ่ายสนับสนุนจัดพิมพ์เนื้อหาสอดแทรกวัฒนธรรมไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก ชี้ใช้ทันทีปีการศึกษา 2550 ทุกช่วงชั้นสำหรับโรงเรียนมือใหม่สอนจีน ส่วนโรงเรียนที่สอนภาษาจีนไปแล้ว เตรียมส่ง ฮั่นหยูอีกหนึ่งตำราเข้าเสริม ด้านศธ.จัดโครงการโรงเรียนเก่งจีนสอนโรงเรียนน้อง ขจัดปัญหาครูจีนขาดแคลน ขณะที่ อัตราจ้างจำกัด เป็นอุปสรรคที่ทำให้การเรียนจีน สะดุด

หลังจากมีการฉลองความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-จีนครบ 30 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต่างสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ ภาษาจีน ที่มีความคืบหน้าในความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก เพราะต่างก็ได้รับประโยชน์ ซึ่งฝ่ายจีนปีนี้โดย สำนักส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ Hanban มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน ได้นำครูอาสาสมัครครูจีนกว่า 610 คน เข้ามาสอนภาษาจีนให้กับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไทย มีการให้ทุนครูไทยไปเรียนภาษาที่จีนกว่า 300 คน และที่สำคัญทาง Hanban ได้จัดทำหนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน เพื่อเป็นสื่อการหนังสือเรียนภาษาจีนในประเทศไทยด้วย

เปิดตัว สัมผัสภาษาจีน

อุษณีย์ วัฒนพันธ์ หัวหน้าสถาบันการแปล สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่าหนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน นี้ ถือเป็นหนังสือเรียนภาษาจีนชุดแรกของประเทศไทย ที่ทำขึ้นตามหลักสูตรการศึกษาปี 2544 โดยรัฐบาลจีนเป็นคนจัดทำเนื้อหาที่ประเทศจีน ซึ่งนำต้นฉบับการเรียนภาษาจีนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาปรับปรุงให้เข้ากับประเทศไทย โดยมีหลักว่าต้องนำหลักเกณฑ์ของหลักสูตรภาษาต่างประเทศในไทย 4 หลักการใหญ่ ๆ คือ

1.สามารถสื่อสารได้ ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน 2.ต้องเข้าถึงวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาคือวัฒนธรรมไทยที่ต้องมีการเปรียบเทียบความต่างของภาษา ความหมาย ธรรมเนียมประเพณี และปรัชญาความเชื่อของไทย 3.ต้องสามารถนำภาษาจีนไปต่อยอดการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ต้นไม้อาจโยงไปถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ การทำมาค้าขายโยงไปสู่เรื่องของการคำนวณได้ เป็นต้น และ 4.ผู้เรียนจะต้องนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยผู้เรียนควรจะอ่านหนังสือจีนได้ คุยกับคนจีนได้ หรือสามารถดูทีวีช่องภาษาจีนได้ ซึ่งสื่อการเรียนการสอนนี้จะเป็นตัวช่วยครูในการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งสำคัญคือหนังสือชุดนี้จะมีการแทรกวัฒนธรรมไทยเข้าไปด้วย เช่นบทเรียนเรื่องการทักทาย นอกจากจะมีการสอนการพูดการทักทายเป็นภาษาจีนก็จะมีการใช้รูปภาพการไหว้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทักทายที่สำคัญของไทยเข้าไปด้วย ประเพณีไทยต่าง ๆ ก็จะมีในหนังสือชุดนี้เช่นวันลอยกระทง วันสงกรานต์ รูปด้านในก็จะมีทั้งรูปเด็กไทยเด็กจีนรวมกัน

อย่างไรก็ดีกระทรวงศึกษาธิการไทยจะมาตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง และได้มีการนำมาทดลองใช้เมื่อปีการศึกษา 2549 และทางจีนได้นำไปปรับปรุงใหม่จนได้หนังสือชุด สัมผัสภาษาจีนในขณะนี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนได้ทันทีในปีการศึกษา 2550

หนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน ได้จัดทำมาทั้งหมด 12 ชุด 24 เล่ม แบ่งเป็น 3 ระดับคือประถมศึกษา 6 ชุด ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ชุด และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอีก 3 ชุด โดยใน 1 ชุดจะประกอบด้วย แบบเรียน แบบฝึกหัด ซีดีประกอบการเรียนการสอน และคู่มือครู ซึ่งในส่วนของคู่มือครูนี้ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย แต่ครูอาจารย์สามารถเข้าไปอ่านฉบับแปลได้ที่เวปไซด์ของกระทรวงศึกษาธิการ

เริ่มด้วยพินอิน-ลากเส้นปูพื้นฐานหลัก

ทั้งนี้ในหนังสือแบบเรียนชุดสัมผัสภาษาจีนของทั้ง 3 ระดับนั้น เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหลายโรงเรียนเพิ่งจะมีการจัดให้มีการเรียนการสอน หนังสือเรียนทั้ง 3 ระดับจึงเป็นแบบเรียนสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งหมด แต่จะมีความเข้มข้นทางภาษามากขึ้นตามวัยของผู้เรียน

หลักสำคัญคือผู้เรียนจะต้องเริ่มเรียนรู้จากการออกเสียงพินอินเพราะเป็นพื้นฐานการเรียนภาษาจีนที่สำคัญ และเรียนรู้การลากเส้นตัวอักษรจีนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนเขียนภาษาจีนที่แต่ละเส้นจะมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะการลงน้ำหนักเส้น ต่อมาจึงเริ่มเรียนคำศัพท์ง่าย ๆ รูปประโยคง่ายๆ แต่ยังไม่มีการเน้นการเขียนเป็นคำมากนัก ซึ่งพอนักเรียนได้เรียนไปจนถึงเล่มสุดท้ายของระดับประถม นักเรียนจะสามารถใช้ภาษาแสดงออกถึง ความรู้สึก อารมณ์ สภาพอากาศ ได้

ขณะที่ระดับมัธยมต้น จะเน้นการเรียนผสมคำ วิธีการเขียนการลากเส้นต่าง ๆ ซึ่งใน 1 บทก็จะประกอบไปด้วยการฝึกทักษะทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน ส่วนในระดับมัธยมปลายหลังจากมีการเริ่มต้นเรียนหลักต่าง ๆ เบื้องต้นแล้ว ก็จะมีความเข้มข้นทางการเรียนมากขึ้น โดยจะมีการแทรกเกม การร้องเพลงจีน บทกวีนิพนธ์ต่าง ๆ ของจีน ที่จะเข้ามาช่วยให้การเรียนมีความสนุกและไม่น่าเบื่อ

ส่งตำราชุด 2 ประกบโรงเรียนเก่ง

ส่วนโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนภาษาจีนมาแล้ว หรือเด็กนักเรียนมีการเรียนภาษาจีนมาบ้างแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ร่วมกับ Hanban เตรียมหนังสือไว้ให้อีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะมีความยากมากกว่าชุด สัมผัสภาษาจีน โดยหนังสือชุดนี้ชื่อภาษาจีนว่า ฮั่นหยู แต่ยังไม่มีชื่อไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิมพ์ และจะสามารถเริ่มนำมาใช้ได้ในเทอมหน้าด้วย

ตำราเรียนจีนทั้ง 2 ชุด ทางกระทรวงฯ ไม่ได้บังคับว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนจะต้องซื้อมาใช้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีตำราเรียนภาษาจีนที่หลากหลาย ซึ่งยังไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมาก่อน หนังสือชุดนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับครูที่ดีอีกเล่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นความร่วมมือ 2 ประเทศ ตำราเรียนชุดนี้จึงมีราคาไม่แพงนัก นักเรียน ผู้ปกครอง หรือบุคคลทั่วไปที่อยากเรียนรู้ภาษาจีนก็สามารถซื้อไปฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

ครวญ 2ปัญหาใหญ่-การสอนจีนสะดุด

สำหรับการเรียนการสอนภาษาจีนของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการนั้นขณะนี้มีโรงเรียนให้ความสนใจสอนภาษาจีนกันมากขึ้น จากเดิมโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่มีอยู่เพียงไม่ถึง 40 โรงเรียน มาเป็น 350 โรงเรียนในปีนี้ ส่วนที่สช. (สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน) มีทั้งหมด 480 โรงเรียนเพิ่มจากเดิมที่มีแค่ 200 โรงเรียนเท่านั้น โดยทางโรงเรียนต่าง ๆ ยังจัดหมวดหมู่ให้เป็นการเรียนในวิชาเลือก

โดยปัญหาสำคัญของการเรียนภาษาจีนในไทย อุปสรรคใหญ่ยังอยู่ที่เรื่องของการขาดแคลนครูผู้สอน คนที่เรียนจบปริญญาตรี เอกภาษาจีน ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่หากมาเป็นครูจะทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คนที่เรียนจบภาษาจีนโดยตรงเหล่านี้ ปัจจุบันทั่วประเทศมีไม่ถึง 10 คน เนื่องจากการเป็นครูเงินเดือนน้อย ขณะที่ทำอาชีพอื่นคนรู้ภาษาจีนจะมีรายได้สูงกว่ามาก

ปัจจุบันคนที่เป็นครูจีน จึงไม่ใช่คนเรียนจบปริญญาตรีเอกภาษาจีนโดยตรง แต่จะเป็นครูที่สอนภาษาอื่น แต่สนใจสอนภาษาจีน จึงมีการไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม และทางกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดอบรมครูจีนทั่วประเทศทุกปีในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนซึ่งจะใช้เวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 100-200 ชั่วโมง และจะไปเรียนที่จีนอีก 1 เดือน ซึ่งโครงการนี้รับครูมาอบรมไม่จำกัด แต่ต้องเป็นครูที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาจีนและผู้บริหารโรงเรียน ที่ผ่านมาจึงมีครูที่มาอบรมเพียงปีละ 300-400 คนเท่านั้น ดังนั้นการส่งครูอาสาสมัครจีนมาช่วยตามโรงเรียนต่าง ๆ ทุกปีของทางรัฐบาลจีนนั้น จึงช่วยทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนในไทยทำได้มากขึ้น

ทั้งนี้ยอมรับว่าอีกปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้คือเรื่องของอัตราจ้างที่มีอยู่จำกัด ทำให้แต่ละโรงเรียนไม่สามารถให้ตำแหน่งครูจีนได้ หากโรงเรียนใดมีโควตาเพิ่มครูได้ 1-2 คน ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ครูสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แทน ดังนั้นครูที่เข้าไปสอนภาษาจีนจึงมีลักษณะเป็นครูที่สอนภาษาอื่นอยู่แล้ว หรือครูที่จ้างพิเศษเข้ามา จุดนี้ทำให้การเพิ่มครูสอนภาษาจีนในไทยทำได้ยาก


โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

31 พฤษภาคม 2550

นโยบายรัฐบาลส่งเสริมเรียนจีนกระตุ้นตลาดหนังสือจีนคึกคัก โดยเฉพาะหนังสือประเภทแบบเรียนภาษาจีน-ดิกชันนารีที่ได้รับความนิยมสูง นานมีเน้นขายหนังสือจีนแท้ พร้อมแนะเทคนิคเลือกซื้อหนังสือตรงตามความต้องการ ชี้นิยายเกาหลีฉบับจีนเทรนด์ใหม่สุดฮิต ขณะที่บิ๊กจำหน่ายหนังสือ ซีเอ็ด ชี้หนังสือจีนต้องอาศัยแรงโปรโมท กระแสเปลี่ยนเร็วปีต่อปี ด้าน นายอินทร์ ชู นวนิยายจีน-ท่องเที่ยวขายดี

การก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนทุกวันนี้ ได้ทำให้เกิดกระแสความนิยม จีนขึ้นมา กระแสจีนในไทยปัจจุบันถือว่าเป็นที่สนใจของทุกกลุ่มคน กระทรวงศึกษาธิการเองก็ประกาศนโยบายให้ทุกโรงเรียนมีการเรียนการสอนภาษาจีนขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็ส่งบุตรหลานเรียนภาษาจีนแม้ว่าจะต้องเสียเงินพิเศษในการเรียนในโรงเรียนกวดวิชา อีกทั้งเหล่าบรรดานักธุรกิจที่ทำการค้าทั้งหลาย แม้จะไม่เคยมีธุรกิจในจีน แต่ทุกวันนี้ทุกคนได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน และแหล่งความรู้ที่ดีที่สุดคือหนังสือจีน ตลาดหนังสือจีนวันนี้ในไทยจึงมีความคึกคักขึ้นไม่น้อย

นานมี เจาะกลุ่มจีนโพ้นทะเล

ปรีญานี สุพุทธิพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทนานมี จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ดีของตลาดหนังสือจีน หลังจากซบเซามาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี เนื่องมาจากรัฐบาลได้ประกาศที่จะส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน และระบุให้ทุกโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีการเรียนการสอนภาษาจีน อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมาจีนได้ทำการเปิดประเทศ ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด และเต็มไปด้วยโอกาสในการทำธุรกิจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสจีนขึ้นในไทย และส่งผลให้ตลาดหนังสือจีนเริ่มมีความคึกคักขึ้น

สำหรับบริษัทนานมีนั้น ได้มีการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2492 โดยทำธุรกิจนำเข้าหนังสือจีนมาขายที่ถนนเยาวราช โดยมีกลุ่มลูกค้าคือคนจีนโพ้นทะเลที่มีการอพยพจากเมืองจีนมาอยู่ที่ประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมาก แต่สมัยนั้นไม่มีร้านหนังสือจีนขายเลยแม้แต่ร้านเดียว นานมีจึงได้เริ่มนำเข้าหนังสือจีน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากในช่วง 10 ปีแรก และหลังจากรัฐบาลช่วงนั้นมีการสั่งห้ามการเรียนการสอนภาษาจีน ได้ทำให้ตลาดหนังสือจีนค่อนข้างซบเซามาตลอด แต่ก็ยังพออยู่ได้จากลูกค้าที่เป็นคนจีนโพ้นทะเล

จวบจนปัจจุบัน นานมี ยังเน้นที่จะทำธุรกิจขายหนังสือจีนใน 2 สาขาใหญ่คือ สาขาบริเวณสามแยกเจริญกรุง และสำนักงานใหญ่ที่ถนนสาทรเหนือ โดยหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือจีนแท้ๆ ที่มีการนำเข้าทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และฮ่องกง มีทั้งหนังสือจีนที่ใช้ตัวอักษรจีนทั้งแบบตัวเต็ม ตัวย่อ และมีทุกหมวดหมู่ที่ร้านหนังสือไทยมี ได้แก่ ประวัติศาสตร์,การเมือง,บุคคล,ศาสนา,ศิลปะ ภาพวาด,แพทย์แผนจีน,สุขภาพ,อาหาร,คอมพิวเตอร์,เทคโนโลยี,งานฝีมือ,นวนิยายจีน ฯลฯ

สำหรับที่สาขาสามแยกเจริญกรุงนั้น เนื่องจากเป็นแหล่งที่คนจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก หนังสือที่ขายดีในสาขานั้น จึงมีทุกประเภทคละกันไป แต่สำหรับที่สาขาสำนักงานใหญ่นั้น มีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างจากสาขาสามแยกเจริญกรุงมาก กล่าวคือลูกค้าส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงานขึ้นไป มีทั้งที่สนใจเรียนรู้ภาษาจีนตั้งแต่เริ่มต้น และคนที่มีการเรียนภาษาจีนมาแล้วทุกระดับ

แนะวิธีเลือกซื้อแบบเรียน-ดิกชันนารีจีน

หนังสือที่ได้รับความนิยมมากในสาขานี้ จึงมีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ หนังสือแบบฝึกหัดเรียนภาษาจีน ดิกชันนารี และกลุ่มทั่วไป

โดยหนังสือแบบฝึกหัดเรียนภาษาจีนนี้ ลูกค้านิยมซื้อหนังสือที่มาจากประเทศจีนแท้ ๆ ไม่มีภาษาไทย เพราะว่าจะสามารถเรียนรู้ภาษาจีนได้เร็ว อีกทั้งแบบฝึกหัดต่าง ๆ จะมีสื่อการสอนประเภทซีดีแถมอยู่ด้วย ทำให้สามารถเรียนรู้การออกเสียงแบบต้นฉบับ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเรียนภาษาจีนด้วยตนเอง จะสามารถเลือกหนังสือแบบฝึกหัดจีนไปฝึกเองได้ใน 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ เรียนแบบเร่งด่วน หรือเรียนแบบค่อย ๆ เก็บสะสมความรู้

การเรียนแบบเร่งด่วนแนะนำว่าจะมีหนังสือแบบฝึกหัดเรียนแยกส่วนออกมาเป็น การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนโดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญอันดับแรกของคนที่เรียนภาษาจีน ควรจะเน้นการเรียนออกเสียงแบบพินอิน และต้องทำการฝึกฝนด้วยตัวเอง เพราะการออกเสียงนี้หากพื้นฐานในการเรียนรู้ไม่แน่นหนาพอจะทำให้ส่งผลกระทบต่อการเรียนภาษาจีนในระยะยาว ซึ่งควรเปิดสถานีช่องข่าวจีน โดยเฉพาะช่อง CCTV 4 ประกอบการฟังไปด้วย แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่จะได้คุ้นเคยกับสำเนียงภาษาจีน ต่อมาจึงซื้อหนังสือเรียนแบบพูด ไปฝึกหัด

ส่วนการเรียนแบบสะสมนั้น หนังสือแบบเรียนฝึกหัดจะมีหลายเล่ม เป็นซีรีส์ ซึ่งจะสอนภาษาจีนเป็นขั้นเป็นตอน เช่นบทที่ 1 จะมีการพูด ฟัง อ่าน ในท้ายบทจะมีแบบฝึกหัดให้หัดเขียน และจะมีแกรมมาในช่วงท้ายเป็นต้น หนังสือกลุ่มนี้ต้องอาศัยความสนใจ ความขยันและความหมั่นเพียรมาก โดยเฉพาะต้องมีเวลาในการทำแบบฝึกหัด การเรียนภาษาจีนจึงจะได้ผล ขึ้นอยู่กับบุคคล

สำหรับกลุ่มเด็กนั้น ถือเป็นลูกค้าที่มีจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่งของร้านนานมี ซึ่งเด็กและผู้ปกครองทั้งหลายก็นิยมซื้อแบบฝึกหัดเรียนภาษาจีนแบบของเด็กที่จะมีภาพประกอบที่สวยงาม ซึ่งเด็กที่มีการเรียนภาษาจีนมาแล้วจากโรงเรียนต่าง ๆ ก็จะนิยมซื้อหนังสือนิทานเด็กของจีน ซึ่งมีเรื่องเล่าที่สนุก มีภาพวาดที่สวยงาม อีกทั้งมีคำศัพท์ภาษาจีนให้เรียนรู้ได้ง่ายด้วย

หนังสือหมวดดิกชันนารี ดิกชันนารีจีนนั้น มีหลากหลายชนิดและหลายสำนักพิมพ์มาก ต้องวางแผนให้ดีว่าจะซื้อไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น ดิกชันนารีบางเล่ม จะมีอักษรจีนแบบย่อ และตัวแปลเป็นไทย อังกฤษ หรือญี่ปุ่น บางเล่มจะมีทั้งอักษรจีนแบบตัวย่อ อักษรจีนแบบตัวเต็ม พินอิน และคำแปล บางเล่มมีแบบฝึกเส้นเขียน บางเล่มเป็นดิกชันนารีสุภาษิตจีนโดยเฉพาะ บางเล่มก็มีตัวอย่างคำประกอบ มีคำตรงกันข้าม มีคำเหมือนให้ นอกจากนี้ก็มีดิกชันนารีสำหรับอาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์แผนจีน,สมุนไพรจีน,คอมพิวเตอร์,เทคโนโลยี ฯลฯ ฉะนั้นจึงต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการและคุณวุฒิของตัวเอง ซึ่งแต่ละเล่มก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป

ส่วนหนังสือประเภทที่ขายดีเป็นอันดับ 3 รองจากแบบฝึกหัดเรียนภาษาจีนและดิกชันนารีนั้น ประกอบด้วยหนังสือในหมวดการวาดภาพ,งานฝีมือ,อาหาร,ประวัติศาสตร์,ยา,นวนิยายจีน ซึ่งมีทั้งวรรณกรรมทั้งสมัยเก่าและปัจจุบัน

การออกร้านในงานสัปดาห์หนังสือนั้น จะทำให้เรารู้ว่าหนังสืออะไรเป็นที่ต้องการ ซึ่งบางเล่มไม่คิดว่าจะขายดีแต่ก็ขายดี เช่น หนังสือวาดภาพ ซึ่งคนที่มาซื้อนั้นหลายคนเป็นคนที่ไม่รู้ภาษาจีนเลย แต่ชอบการวาดภาพแบบจีน ส่วนหนังสืองานฝีมือต่าง ๆ และตำราทำอาหารจีนก็ขายดีไม่แพ้กัน

นิยายเกาหลีภาคจีนเทรนด์ใหม่มาแรง

นอกจากนี้เทรนด์หนังสือที่ขายดีและมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นหนังสือหมวดนวนิยายเกาหลีที่มีการแปลเป็นจีน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่นตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายจนไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งการที่มาเลือกซื้อหนังสือนวนิยายเกาหลีที่แปลเป็นจีนนี้ เพราะนอกจากความสนุกสนานแล้ว นักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ยังสามารถเรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้มาก

ส่วนหนังสือแนะนำการค้าการลงทุน หรือการบริหารธุรกิจนั้น ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้ามากนัก เพราะกลุ่มนี้นิยมซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาเรียนรู้ อีกทั้งในระดับผู้บริหารของเมืองไทยก็ยังมีคนรู้ภาษาจีนน้อย

สำหรับหนังสือไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจีน ทางนานมีได้นำมาจัดจำหน่ายอยู่ในร้านด้วย แต่มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมได้แก่ เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน

วัฒนธรรมจีนขายดี เพราะว่าคนจีนในเมืองไทยมีเยอะ และหลายคนไม่แน่ใจว่าประเพณีต่าง ๆ ธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร จึงมีการซื้อไปศึกษากันมาก ขณะที่หนังสือไทยประเภทอื่นนั้น แม้จะขายได้แต่ไม่ดีเท่าหนังสือจีนแท้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบฝึกหัดเรียนภาษาจีน หรือแม้กระทั่งนวนิยายจีน ฉบับภาษาจีนก็ขายดีกว่า

แบบเรียน-การค้า-ท่องเที่ยว 3 กลุ่มขายดี

ทั้งนี้นานมีจึงถือเป็นแหล่งหนังสือจีนแท้ ๆ ที่น่าสนใจ แต่ตลาดหนังสือจีนก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย แม้จะไม่มีความรู้ภาษาจีน แต่ความสนใจในเรื่อง จีน กลับมีมากขึ้น ทำให้ร้านหนังสือรายใหญ่ที่กระจายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า เป็นอีกแหล่งที่ผู้อ่านสามารถหาหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับจีนได้เป็นจำนวนมาก

ศัสยมน รักแสง ผู้จัดการร้านหนังสือซีเอ็ด สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ย่านธุรกิจบ้านจัดสรรแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งในกทม. กล่าวว่าหนังสือจีนในร้านซีเอ็ดสาขานี้นั้นจะมีหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศจีน 4 ประเภทด้วยกันคือ แบบฝึกหัดเรียนภาษาจีน,ประวัติศาสตร์จีน,บริหารธุรกิจ การค้าการลงทุนในจีน และการท่องเที่ยวจีน

โดยหนังสือกลุ่มที่ได้รับความนิยมมากสุดคือแบบฝึกหัดการเรียนการสอนภาษาจีน โดยมีกลุ่มลูกค้าตั้งแต่นักศึกษาระดับอุดมศึกษา คนทำงาน ครู อาจารย์ ไกด์ ฯลฯ ให้ความสนใจมาก หนังสือที่ขายดีรองลงมาคือกลุ่มการค้าการลงทุน ซึ่งกลุ่มที่สนใจเลือกซื้อเป็นคนอายุ 25 ปีขึ้นไป ต่อมาคือหนังสือท่องเที่ยว โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งที่จะไปเที่ยว และไปเรียนต่อที่เมืองจีน และสุดท้ายที่หนังสืออ้างอิงต่าง ๆ รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีกลุ่มลูกค้าอายุ 40 ปี ขึ้นไปนิยมอ่าน

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจีนออกวางขายจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่า หนังสือเหล่านี้มักจะได้รับความนิยมเฉพาะในเวลาที่มีการประชาสัมพันธ์หรือมีข่าวเท่านั้น ความนิยมต่อตัวหนังสือแต่ละเล่ม จึงเป็นกระแสแค่ระยะเวลา 1 ปี เท่านั้น อย่างปีที่แล้วหนังสือขายดีคือ สารานุกรมเศรษฐกิจจีน และหนึ่งมณฑล หนึ่งประเทศ เศรษฐกิจจีน 11 มณฑล ซึ่งขายจนหมดเกลี้ยง แต่ในปีนี้หลังจากไม่มีการโปรโมทหนังสือเพิ่ม ทำให้มีความนิยมหนังสือเล่มอื่น ๆ แทน ซึ่งจะเป็นวงจรการซื้อขายหนังสือจีนต่อไป และกลุ่มลูกค้าก็มักจะให้ความสนใจหนังสือเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศจีนปัจจุบันที่ทันสมัยกันมากขึ้น

ด้านร้านนายอินทร์ สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ซึ่งเป็นย่านเดียวกันนั้น หนังสือจีนที่ขายดีที่สุดยังอยู่ในกลุ่มนวนิยายจีน และหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวเมืองจีน โดยเฉพาะหนังสือที่ท่องเที่ยวที่แนะนำขั้นตอนทุกอย่างเกี่ยวกับการเดินทางให้สะดวก พร้อมแผนที่เดินทางอย่างง่าย ๆ จะได้รับความนิยมมาก

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

24 พฤษภาคม



จีนใช้วงดนตรีเป็นหนึ่งในเครื่องมือเผยแพรวัฒนธรรมทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญเผยเทคนิคตั้งแต่ให้ทุนเรียนดนตรีในประเทศก้าวหน้า ทั้งรัสเซีย-ฝรั่งเศส เพื่อนำความรู้ดนตรีสากลกลับมาพัฒนาเครื่องดนตรีจีนให้ทันสมัย ยอมปรับทั้งรูปแบบเครื่องเล่น-เพิ่มเทคนิคทุกประเภท เลียนแบบ เปียโน พร้อมนำเครื่องดนตรีจีนเล่นบทเพลงคลาสสิกระดับโลกอย่างโมสาร์ท บีโทเฟน สร้างความคุ้นหูก่อนเข้าสู่สากล พบแหล่งเรียนดนตรีจีนในไทยยังน้อย มีแค่เรียนกู่เจิ่งระดับง่าย ชี้ดนตรีจีนเรียนยากต้องอาศัยใจรัก-อดทน

จีนได้ก้าวสู่ความเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่อันดับสองของโลก รองแต่กับเพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะแซงสหรัฐฯในอีกไม่กี่ 10 ปี ข้างหน้า การที่จีนได้ก้าวมาสู่จุดนี้ได้ ซึ่งไม่เพียงมุ่งเฉพาะความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จีนยังได้เผยแพร่วัฒนธรรมผ่านทางภาษาและดนตรีจีนไปทั่วโลก โดยได้ลงทุนยกเครื่องดนตรีจีนโบราณหลายชนิด เพื่อเป้าประสงค์ในการเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ให้ทุนหลวงส่งเรียนดนตรีสากลต่างชาติ

ทรงพล สุขุมวาท อาจารย์วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจีน ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งในระดับปริญญาโท อาจารย์ทรงพลได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องดนตรีจีนแต้จิ๋วด้วย กล่าวว่า การพัฒนาและเผยแพร่ดนตรีของจีน แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคแรกประมาณปี ค.ศ. 1911 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนที่ปกครองประเทศในระบอบคอมมิวนิสต์ได้มีการทำดนตรีจีน และเนื้อร้องเพลงจีน โดยแทรกอุดมการณ์ของจีนเข้าไปเพื่อเผยแพร่ไปทั่วประเทศจีนที่มีความกว้างใหญ่ ให้คนจีนได้ฟัง ซึ่งเป็นการปลุกกระแสความรักชาติผ่านการแสดงดนตรีจีน และอุปรากรจีน เพราะเป็นสื่อที่สามารถขยายไปได้ แม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนทุกกลุ่มคนได้ง่าย

ต่อมา ประมาณปี 2490 ดนตรีตะวันตกเริ่มเผยแพร่เข้าสู่จีน ทั้ง กลอง เบส กีตาร์ เครื่องเป่า ฯลฯ โดยเฉพาะใน เซี่ยงไฮ้ ดนตรีสากลได้เข้ามามีอิทธิพลแพร่หลายในจีน

จนกระทั่ง 30 ปีที่ผ่านมา จีนได้วางแผนและส่งเสริมที่จะเผยแพร่ดนตรีจีนไปทั่วโลก โดยจีนได้ลงทุนส่งนักศึกษาด้านดนตรีจีนไปเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติด้านดนตรีสากล ในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางดนตรี ทั้ง ประเทศรัสเซีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยรัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนการศึกษาในการเรียนดนตรีสากลเหล่านี้ จุดประสงค์สำคัญคือเพื่อนำความรู้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาเครื่องดนตรีจีนให้เข้าสู่สากลโดยเฉพาะ

คนจีนไปถึงไหน ดนตรีจีนก็ไปถึงที่นั่น สมัยก่อนแต่ละมณฑลของจีน ก็จะมีดนตรีจีน หรือทำนองเพลงจีนที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นจีน แต่พอจะมีการเผยแพร่ดนตรีจีนไปทั่วโลก จีนก็มุ่งพัฒนาและปรับปรุงเครื่องดนตรีจีน และเนื้อร้องทำนองเพลงจีนให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการเผยแพร่ไปทั่วโลก

เปิดเครื่องดนตรีจีน 4 ประเภท-ฮิตระดับโลก

ส่วนเครื่องดนตรีจีน ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่เหมือนของไทย ได้แก่ ดีด สี ตี และเป่า

ประเภท สี จีนก็มีซอเหมือนไทย ซึ่งมีทรวดทรงคล้ายคลึงกับซอไทย ซอจีนมีหลายชนิด ซึ่งจะมีโทนเสียงไม่เหมือนกัน

ซอที่มีชื่อเสียงของจีนได้แก่ ซอเอ้อหู จะมีโทนเสียงทุ้มกว่าเสียงซอเสียงแหลมของจีน ซึ่งก็คือ เก้าฮู้ มีเสียงแหลมสูง โดยซอเอ้อหูจะมีลักษณะซอเป็นกระบอก 6 เหลี่ยม และ 8 เหลี่ยม ส่วนซอเก้าฮู้ มีกระบอกเป็นทรงกลม จุดแตกต่างที่สำคัญคือซอเอ้อหู เป็นซอที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะสำเนียงเสียงของซอมีจุดเด่นที่เวลาเล่นเพลงเศร้า จะมีเสียงเศร้า อ่อนหวาน

แต่หากเล่นเพลงเร็ว ในจังหวะเร่ง ๆ ซอสามารถแสดงเสียงที่มีชีวิตชีวาได้ ซึ่งซอเอ้อหูนั้นยังมีจุดดีที่สามารถวางตำแหน่งมือได้ 5 ตำแหน่ง สามารถปฏิบัติและปรับให้เป็นสากลมากกว่า ซอประเภทอื่นของจีน

นอกจากซอเอ้อหูแล้ว ยังมีซอที่เล่นเพลงสำเนียงแต้จิ๋วโดยเฉพาะ คือ เถ้าอี้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายซอด้วงของไทย แต่ซอด้วงของไทยจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของซอใหญ่กว่าซอเถ้าอี้ของจีน ที่มีขนาดเล็กกว่าคือประมาณเหรียญ 10 บาทไทยเท่านั้น ซอนี้จะมีอยู่ที่แต้จิ๋วที่เดียว ขณะที่ปักกิ่งจะมีซอชื่อดังคือ ซอจิ่งฮู้ เป็นซอเสียงแหลม มีด้ามจับขนาดเล็กลงมา หัวสั้น ๆ ลักษณะเหมือนกระบอกไม้ไผ่ ส่วนใหญ่ใช้ในการแสดงประกอบอุปรากรจีนที่ปักกิ่งเท่านั้น นอกจากนั้นก็จะมีซอกะลามะพร้าวเล็ก ซอกะลามะพร้าวใหญ่ที่คนจีนนิยมเล่นกันด้วย

อย่างไรก็ดี ในการเผยแพร่ไปทั่วโลก จีนได้ใช้การเผยแพร่ดนตรีหรือเครื่องดนตรีจีนผ่านการแสดงเป็นวงดนตรี และมีความพยายามในการใช้เครื่องดนตรีจีนที่คนรู้จักดี เช่นวง Twelve Girl ที่เคยมาแสดงในไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะที่เยาวราช ก็เป็นวงดนตรีที่เผยแพร่ดนตรีจีนโดยเฉพาะ ซึ่งในเครื่องสีนี้ได้มีการนำซอเอ้อหูมาแสดงด้วย

ขลุ่ยตี้จื้อลักษณะคล้ายฟลุตเสียงแหลมใส

เครื่องดนตรีประเภทเครื่อง เป่า ของจีน ที่มีชื่อเสียงคือ ขลุ่ยผิว ขลุ่ยผิวที่ใช้กันมากคือ ขลุ่ยตี้จื้อ มีโทนเสียงเป็นเอกลักษณ์ คือ มีโทนเสียงแหลมสดใส เสนาะหู มีหลายขนาดให้เลือกใช้ และลักษณะจะเป็นเหมือนฟลุต ซึ่งผู้หญิงนิยมเล่นเครื่องดนตรีประเภทนี้มาก เพราะเล่นแล้วจะดูสวย น่ารัก

ขลุ่ยตี้จื้อของจีน มีเสียงที่ไพเราะกว่าฟลุต เพราะฟลุตจะมีเสียงนุ่มแบบทื่อ ๆ ในโทนเสียงทุ้ม แม้เล่นในโทนเสียงแหลม ก็จะมีเสียงแหลมนุ่ม ขณะที่ขลุ่ยตี้จื้อของจีน จะมีเสียงสะท้อนแก้วเสียงจากเยื่อขลุ่ยซึ่งทำให้มีเสียงที่แหลมสดใส ไพเราะมาก

นอกจากนี้ก็มีขลุ่ยผิว ถ่งเซียว มีลักษณะตรงยาว มีโทนเสียงนุ่มนวล ไม่มีเสียงสะท้อนจากเยื่อขลุ่ยเหมือนขลุ่ยตี้จื้อ ในวงดนตรีใหญ่ ๆ จะใช้ขลุ่ยทั้ง 2 ชนิดนี้ในการแสดง เพราะเป็นขลุ่ยที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ก็จะมีขลุ่ยดิน และแคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโบราณ ปัจจุบันนำมาใช้แสดงในการเล่นดนตรีพื้นเมืองเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้เพื่อเผยแพร่ดนตรีจีนไปทั่วโลก

พัฒนาเทคนิคตีขิมเทียบเสียงเปียโน

ส่วนเครื่องดนตรีประเภท ตี ของจีน ที่โดดเด่นคือ ขิม มีลักษณะคล้ายขิมไทยแต่จีนได้พัฒนาขิมจีนเป็นขิมขนาดใหญ่กว่าของไทย ซึ่งทำให้ขิมมีเสียงที่กว้างมากกว่า มีเสียงสูงและต่ำที่มากกว่าไทย จากลักษณะที่แตกต่างทั้งสาย และวัสดุทำขิมของจีน ทำให้มีเสียงที่ก้องกังวานกว่าขิมไทย ปัจจุบันจีนได้ปรับปรุงเสียงขิมขึ้นมาใหม่ให้มีระบบเสียงเป็นแบบสากลตะวันตก จากเดิมที่ขิมจะมีเสียงแตกต่างกันไปตามพื้นบ้าน พื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่น

ราวนมหรือที่รองสายของขิม ปกติจะมีแค่ 4 แถว แต่จีนได้พัฒนาจนปัจจุบันมีราวนม 5 แถว สามารถเล่นตัว โนตแบบครึ่งเสียงได้ เลียนแบบเสียงของเปียโน ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีการพัฒนาขิมเป็นหลายรุ่น มีหน้าตาแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ จีนได้พัฒนาเทคนิคการเล่นขิมที่หลากหลายมาก ปัจจุบันนอกจากตีขิมแล้ว ยังสามารถใช้ลูกเล่นในการเล่นขิมได้มากมาย เช่น ดึงดันสาย กดสายเสียงให้มีการเอื้อนขึ้น เอื้อนลง ตีทีหนึ่งสองสาย สามสาย หรือมือซ้ายตีทำนอง มือขวาตีสไตล์เล่นคอร์ดเพลงฯลฯ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญชำนาญ

นักดนตรีจีนเกือบทุกคนเล่นเครื่องดนตรีสากลได้ทุกคน โดยเฉพาะเปียโน ปัจจุบันจึงมีการปรับนำบทเพลงสากล โดยเฉพาะเพลง Classic สากลมาเล่นโดยใช้เครื่องดนตรีเครื่องสายของจีน ทั้งเพลงของบีโทเฟ่น โมสาร์ท ฯลฯ จุดนี้ทำให้การเผยแพร่ดนตรีจีนไปสู่ทั่วโลกทำได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะเริ่มจากเพลงที่เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วโลก ขณะที่เครื่องดนตรีไทยจะมีลักษณะอนุรักษ์นิยมมากกว่า

กู่เจิ่ง จรเข้โบราณมังกร

ขณะที่เครื่องดนตรีประเภท ดีด ของจีน เวลานี้นับว่าเป็นที่นิยมไปทั่วโลกเช่นกัน โดยเฉพาะที่รู้จักกันดีมากคือ กู่เจิ่งหรือ กูเจิง หรือจระเข้จีนโบราณ คนจีนจะเรียกว่า เจิ่ง เดิมคนที่เป็นบัณฑิตเท่านั้นถึงจะได้เล่นกู่เจิ่ง ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้จะมีโทนเสียงที่ตั้งไว้แบบเฉพาะเจาะจง จึงเหมาะในการเล่นเพลงโบราณของจีนโดยเฉพาะ กู่เจิ่งจึงเป็นเครื่องดนตรีเดียวของจีน ที่เครื่องดนตรีอื่นต้องปรับเสียงให้เข้ากับกู่เจิ่งในการแสดงแบบวงดนตรี ซึ่งจีนได้แก้ไขปัญหานี้โดยใช้กู่เจิ่ง 2 หลังในการแสดงแบบวงดนตรี เพื่อเล่นโทนเสียงได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันจีนก็มีเครื่องดีดที่เด่นมากอีกชนิดหนึ่งคือ พิณผี่ผา มีบทบาทเด่นในการเป็นเครื่องดนตรีที่ให้ความบันเทิง มีลักษณะเหมือนลูกแพร์ผ่าซีกคือตอนเล่นต้องวางตั้งฉากกับพื้น เป็นเครื่องเล่นที่สามารถเล่นเป็นเครื่องดนตรีเดี่ยวได้ เดิมเป็นเครื่องดนตรีของทางตะวันออกกลาง แต่มีการเผยแพร่เข้าจีน และอยู่ในจีนเป็นพันปี ปัจจุบันเป็นเครื่องดนตรีสำคัญของจีนชนิดหนึ่ง

พิณผี่ผาเรียนยากสุด-ต้องใจรัก

การเล่นพิณผี่ผา มีเทคนิคที่ซับซ้อนและพัฒนาไปจากโบราณมาก คือสามารถเล่นได้ทั้งมือซ้าย มือขวา ดึงดันสาย และนักประพันธ์เพลงจีนปัจจุบันได้แต่งเพลงให้สำหรับเล่นกับพิณผี่ผาจำนวนมาก แต่การเล่นพิณผี่ผานั้นเล่นยาก คนจึงนิยมเล่นน้อย

พิณผี่ผานั้นสามารถเรียนได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4-5 ขวบ เพราะมีไซส์ขนาดเล็ก แต่ในเมืองไทยมีแต่คนที่โตแล้วมาเรียน ส่วนใหญ่แล้วหากจะเรียนดนตรีจีนในหลาย ๆ ประเภท ปัจจุบันไม่มีแหล่งเรียนมากนัก มีเฉพาะในระดับวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย เท่านั้น ยกเว้น กู่เจิ่ง ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนพิเศษเปิดสอนขึ้นมาโดยทั่วไป แต่จะเป็นการเรียนเล่นในเพลงง่าย ๆ เพื่อให้เป็นเร็ว

อย่างไรก็ดีเครื่องดนตรีจีนทั้งหมด พิณผี่ผา ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากที่สุด คนที่เรียนต้องมีใจรัก และต้องมีมานะอย่างมาก ไม่อย่างนั้นจะท้อใจเลิกเรียนไปเสียก่อน ส่วนกู่เจิ่งแม้จะง่ายตอนเริ่มต้น แต่ในระดับลึกแล้ว การเรียนก็มีความยาก จึงต้องอาศัยการมีใจรักเช่นเดียวกัน และอย่าเลือกเรียนเพราะคิดว่าเป็นแฟชั่นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี สำหรับการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนผ่านเครื่องดนตรีและเพลงจีนนี้ ปัจจุบันจีนได้ใช้กลยุทธ์การเผยแพร่ผ่านวงดนตรี หรือ การแสดงอุปรากรจีน รวมถึงมีการออกเป็นเทปเพลง ซีดีเพลงเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก วงดนตรีชื่อดังที่มีชื่อเสียงมากก็เช่น วงตงฟาน หรือแม้กระทั่งวง Twelve Girl ที่จะไปเปิดการแสดงสดในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีคนจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย แคนาดา และทุกประเทศที่มีคนจีนอาศัยอยู่

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

10 พฤษภาคม 2550