2009/Oct/16

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์นองเลือดที่หน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่กล่าวกันว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ซึ่งรับอาสา จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเจรจากับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเรียกบทบาทของตนเองว่าเป็น “โซ่ข้อกลาง” ได้แสดงความรับผิดชอบกับความล้มเหลวของตนเองในครั้งนั้นด้วยการลาออกและลา บวช

จาก นั้นข่าวคราวและบทบาทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เบาบางลง แม้จะมีข่าวคราวว่าบรรดานักการเมืองใหญ่น้อยที่เข้าไปเกาะกลุ่มรวมตัวอยู่ใน พรรคเพื่อไทย เมื่อขาดหางเสือที่จะพึ่งพาอาศัยให้เป็นที่อุ่นใจ ได้พากันใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้บิ๊กจิ๋วกลับเข้ามามีบทบาท เป็นผู้นำพรรคตลอดมาก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าชื่อของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยังไม่เป็นที่วางใจจากนายใหญ่ในต่างแดน พรรคเพื่อไทยจึงจำต้องลอยเคว้งคว้างขาดหางเสือมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ในขณะที่การเมืองเริ่มเข้มข้นขึ้น และการดิ้นรนของคนไกลบ้านที่ดูเหมือนยิ่งดิ้นก็ยิ่งติดกับที่ตนเองวางเอาไว้ ให้กระชับดิ้นไม่หลุดเข้าทุกวันจนสถานการณ์คับขันไม่มีทางเลือก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้จะมิใช่คนที่พึงปรารถนา แต่เมื่อคนเราอยู่ในสภาพที่กำลังจะจมน้ำไร้หลักที่จะเกาะกุมไม่ต่างจากจอก แหนที่ล่องลอยไปเจอไม้กลัดก็ต้องเกาะพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายทหารใหญ่ผู้ประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จึงมีโอกาสกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองในพรรคเพื่อไทยอีกครั้งในฐานะประธาน พรรคเพื่อไทย ที่เจ้าตัวบอกว่าประสงค์ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองที่วิกฤตอยู่ในขณะ นี้ เพราะถ้าหากว่าประเทศชาติเกิดวิกฤตรุนแรงสถาบันต่างๆ ของชาติจะเกิดการล่มสลายไปด้วย โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติต้องช่วยกันปกป้องเชิดชูไว้ เหนือสิ่งอื่นใด โดยจะขออุทิศตนรับใช้ชาติบ้านเมืองเป็นครั้งสุดท้าย

เราจึงน่าจะมาดูทางเดินในชีวิตราชการ ทั้งการเป็นนายทหารและนักการเมืองของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่าความรู้ความสามารถของพล.อ.ชวลิต ที่เคยเห็นและเป็นอยู่ แท้จริงแล้วเคยเป็นมาอย่างไรและบทบาทที่ตนเองเคยเรียกว่าจะเป็นผู้นำความ สมานฉันท์มาสู่ผู้คนในชาติบ้านเมืองด้วยการทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นโซ่ข้อเสื่อมไปแล้วหรืออย่างไร

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นคนมีพื้นเพเดิมอยู่ที่ จ.นครพนม มีข่าวเล่าลือว่า นามสกุล ยงใจยุทธ สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์ลาว นอกจากนี้ เมื่อหลายปีก่อน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีญาติผู้ใหญ่ชื่อหม่อมเล็ก ยงใจยุทธ เป็นหม่อมในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งเป็นหม่อมมารดาของโอรส-ธิดาของเจ้านายพระองค์นั้นหลายองค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงมีความเกี่ยวดองกับเจ้านายในราชสกุล ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา ด้วย

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2475 ที่ จ.นนทบุรี เป็นบุตรของ ร.อ.ชั้น และสุรีย์ศรี (สกุลเดิม ละมุน) ยงใจยุทธ จบการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ในปี 2496 จบโรงเรียนสื่อสารกองทัพบกฟอร์ตบอนมัธ หลักสูตรการซ่อมเครื่องไมโครเวฟ สหรัฐอเมริกา ปี 2502 และเข้าฝึกอบรมในกองทัพน้อยที่ 9 เกาะริวกิว โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น หลักสูตรฝึกงานการประกอบซ่อมเครื่องมือสื่อสาร ปี 2504 และจบโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ปี 2507

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ารับราชการทหารครั้งแรกในกรมการทหารสื่อสารเป็นนายทหารคนแรกๆ ที่แต่งตำราซ่อมเครื่องโทรทัศน์ ปี 2503 เป็นผู้บังคับกองร้อยซ่อมบำรุงเครื่องสื่อสารเขตหลัง กรมการทหารสื่อสาร ปี 2510 เป็นนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กรมการทหารอาสาสมัคร ปี 2511 เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกรม กรมยุทธการทหารบก ปี 2514 เป็นหัวหน้ากอง กรมยุทธการทหารบก ปี 2522 เป็นทหารคนสนิทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) และประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปี 2524 เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ปี 2525 เป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ปี 2526 เป็นรองเสนาธิการทหารบก ปี 2528 เป็นเสนาธิการทหารบก ปี 2529 เป็นผู้บัญชาการทหารบก และปี 2530 เป็นผู้บัญชาการทหารบก และรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายทหารที่เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองตั้งแต่หลัง 6 ต.ค. 2519 โดยมีบทบาทสำคัญในกลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่า ทหารประชาธิปไตย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีส่วนร่วมอย่างมาก ในการผลักดันนโยบาย 66/2523 เพื่อผลักดันให้พลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยออกจากป่าเข้ามาเมืองเพื่อ ร่วมพัฒนาชาติไทย ได้แสดงความเป็นทหารประชาธิปไตยด้วยการเสนอสิทธิการปกครองใหม่ ในชื่อ สภาเปรซิเดียม จน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดรนทนไม่ไหวออกมาแฉโพยแนวคิดการเมืองการปกครองแบบสภาเปรซิเดียม แล้วสำทับว่า “กูไม่กลัวมึง”

การแสดงบทบาทของทหารประชาธิปไตยด้วยการสนองนโยบายการเมืองนำการ ทหารของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในนโยบาย 66/2523 และการออกมามีบทบาททางการเมืองอย่างเด่นชัดในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ชื่อเสียงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงโดดเด่นขึ้นมาจนได้รับการยกย่องว่าเป็นขงเบ้งแห่งกองทัพบก แม้ประชาชนจะรู้สึกอยู่เสมอว่าฟัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พูดแล้วไม่เคยรู้เรื่องและยากที่จะเข้าใจในสิ่งที่ พล.อ.ชวลิต ต้องการจะสื่อถึงประชาชนก็ตาม แต่ความโดดเด่นของความเป็นทหารประชาธิปไตยที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่เสมอ ก็ทำให้ชื่อเสียงของ พล.อ.ชวลิต เป็นที่รู้จักของประชาชนเป็นอย่างดี

เมื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม้จะมีข่าวคราวในการทำสงครามสู้รบกับการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มี อิทธิพลอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ไม่ได้แสดงผลงานอะไรให้เป็นที่โดดเด่น นอกจากเรื่องอื้อฉาวในการซื้อรถหุ้มเกราะจากจีนแผ่นดินใหญ่ และรถถังที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ในประเทศไทยจากสหรัฐอเมริกา

ภายหลังเมื่อลาออกจากราชการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้แสดงความเป็นทหารประชาธิปไตยออกสมัครรับเลือกตั้ง และพยายามที่จะสร้างพรรคความหวังใหม่ เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองที่แข็งแกร่ง ในปี 2535 เมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการต่อสู้ร่วมมือกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เพื่อขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร จนเป็นผลสำเร็จ และได้เป็นผู้หนึ่งที่ไปกล่าวปราศรัยไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ท้องสนามหลวงอย่างเปิดเผย การเมืองหลังจากนั้นปรากฏว่าพรรคความหวังใหม่ได้กลายเป็นพรรคที่มีผู้สนับ สนุนมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยการประกาศนโยบายอีสานเขียวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ส่งผลให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 25 พ.ย. 2539 หากแต่หลังจากนั้นไม่นาน จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินก็ได้ทำสงครามกองโจรกับค่าเงินบาท โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ก็ได้ทำการต่อสู้อย่างเมามัน ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศใกล้ล้มละลาย รัฐบาลต้องประกาศลอยค่าเงินบาท และในที่สุดภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็ดิ่งลงเหว จนต้องเข้าไปอยู่ภายใต้ความควบคุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ในขณะที่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บางคนรวยขึ้นอย่างทันตาเห็น และนั่นดูเหมือนบทบาททางการเมืองบทสุดท้ายของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็จบสิ้นลง ภาพลักษณ์ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่หลายคนเคยคิดและเคยเชื่อว่าจะเป็นขงเบ้งที่จะคงความฉลาดล้ำลึกไว้ แม้วาระสุดท้ายแห่งชีวิตขนาดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะรบทัพจับศึกยังออกกลอุบายให้ ข้าศึกเกรงขามแสดงสติปัญญาอันเฉียบแหลมไปนั่งตีขิมบนกำแพง ให้ข้าศึกกลัวเกรงและหวาดหวั่นนั้นมาถึงวันนี้ ฝีไม้ลายมือความสามารถของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไม่เหลืออะไรให้คาดหวัง แม้จะพยายามเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกหลายครั้งหลายหนก็แล้ว แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวมาโดยตลอด จนใครต่อใครพากันกล่าวขวัญถึงโซ่ข้อกลางว่าเป็นโซ่ข้อเสื่อม และขงเบ้งแห่งกองทัพบกเมื่อหลายปีก่อนก็ได้กลายเป็นขงเบ้งตกกำแพงไปเสียแล้ว

บทบาทของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในพรรคเพื่อไทยต่อไปนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วาดหวังว่าจะทำให้ตนมีโอกาสกลับเข้ามานั่งในสภาในปีหน้านั้น ก็น่ากลัวว่าจะเป็นฝันค้างอันรางเลือน นอกเสียจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะยอมรับความจริงให้ได้ว่า ในฐานะที่เกิดเป็นคนไทยก็ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าประเทศไทยได้อยู่แล้ว แต่หากมีคดีอะไรติดตัวอยู่ก็จะต้องได้รับการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

นั่นแหละคือโอกาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกเหนือไปจากนั้น ขงเบ้งตกกำแพงคงไม่อาจจะช่วยอะไรได้เลย

 

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552 

Comment

Comment:

Tweet