2007/Jun/04

เผยตำรา สัมผัสภาษาจีน ตัวแทนสัมพันธ์ใกล้ชิดรัฐบาลจีน-ไทย โดยจีนเป็นฝ่ายสนับสนุนจัดพิมพ์เนื้อหาสอดแทรกวัฒนธรรมไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก ชี้ใช้ทันทีปีการศึกษา 2550 ทุกช่วงชั้นสำหรับโรงเรียนมือใหม่สอนจีน ส่วนโรงเรียนที่สอนภาษาจีนไปแล้ว เตรียมส่ง ฮั่นหยูอีกหนึ่งตำราเข้าเสริม ด้านศธ.จัดโครงการโรงเรียนเก่งจีนสอนโรงเรียนน้อง ขจัดปัญหาครูจีนขาดแคลน ขณะที่ อัตราจ้างจำกัด เป็นอุปสรรคที่ทำให้การเรียนจีน สะดุด

หลังจากมีการฉลองความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-จีนครบ 30 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต่างสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ ภาษาจีน ที่มีความคืบหน้าในความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก เพราะต่างก็ได้รับประโยชน์ ซึ่งฝ่ายจีนปีนี้โดย สำนักส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ Hanban มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน ได้นำครูอาสาสมัครครูจีนกว่า 610 คน เข้ามาสอนภาษาจีนให้กับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไทย มีการให้ทุนครูไทยไปเรียนภาษาที่จีนกว่า 300 คน และที่สำคัญทาง Hanban ได้จัดทำหนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน เพื่อเป็นสื่อการหนังสือเรียนภาษาจีนในประเทศไทยด้วย

เปิดตัว สัมผัสภาษาจีน

อุษณีย์ วัฒนพันธ์ หัวหน้าสถาบันการแปล สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่าหนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน นี้ ถือเป็นหนังสือเรียนภาษาจีนชุดแรกของประเทศไทย ที่ทำขึ้นตามหลักสูตรการศึกษาปี 2544 โดยรัฐบาลจีนเป็นคนจัดทำเนื้อหาที่ประเทศจีน ซึ่งนำต้นฉบับการเรียนภาษาจีนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาปรับปรุงให้เข้ากับประเทศไทย โดยมีหลักว่าต้องนำหลักเกณฑ์ของหลักสูตรภาษาต่างประเทศในไทย 4 หลักการใหญ่ ๆ คือ

1.สามารถสื่อสารได้ ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน 2.ต้องเข้าถึงวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาคือวัฒนธรรมไทยที่ต้องมีการเปรียบเทียบความต่างของภาษา ความหมาย ธรรมเนียมประเพณี และปรัชญาความเชื่อของไทย 3.ต้องสามารถนำภาษาจีนไปต่อยอดการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ต้นไม้อาจโยงไปถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ การทำมาค้าขายโยงไปสู่เรื่องของการคำนวณได้ เป็นต้น และ 4.ผู้เรียนจะต้องนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยผู้เรียนควรจะอ่านหนังสือจีนได้ คุยกับคนจีนได้ หรือสามารถดูทีวีช่องภาษาจีนได้ ซึ่งสื่อการเรียนการสอนนี้จะเป็นตัวช่วยครูในการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งสำคัญคือหนังสือชุดนี้จะมีการแทรกวัฒนธรรมไทยเข้าไปด้วย เช่นบทเรียนเรื่องการทักทาย นอกจากจะมีการสอนการพูดการทักทายเป็นภาษาจีนก็จะมีการใช้รูปภาพการไหว้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทักทายที่สำคัญของไทยเข้าไปด้วย ประเพณีไทยต่าง ๆ ก็จะมีในหนังสือชุดนี้เช่นวันลอยกระทง วันสงกรานต์ รูปด้านในก็จะมีทั้งรูปเด็กไทยเด็กจีนรวมกัน

อย่างไรก็ดีกระทรวงศึกษาธิการไทยจะมาตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง และได้มีการนำมาทดลองใช้เมื่อปีการศึกษา 2549 และทางจีนได้นำไปปรับปรุงใหม่จนได้หนังสือชุด สัมผัสภาษาจีนในขณะนี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนได้ทันทีในปีการศึกษา 2550

หนังสือเรียนชุด สัมผัสภาษาจีน ได้จัดทำมาทั้งหมด 12 ชุด 24 เล่ม แบ่งเป็น 3 ระดับคือประถมศึกษา 6 ชุด ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ชุด และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอีก 3 ชุด โดยใน 1 ชุดจะประกอบด้วย แบบเรียน แบบฝึกหัด ซีดีประกอบการเรียนการสอน และคู่มือครู ซึ่งในส่วนของคู่มือครูนี้ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย แต่ครูอาจารย์สามารถเข้าไปอ่านฉบับแปลได้ที่เวปไซด์ของกระทรวงศึกษาธิการ

เริ่มด้วยพินอิน-ลากเส้นปูพื้นฐานหลัก

ทั้งนี้ในหนังสือแบบเรียนชุดสัมผัสภาษาจีนของทั้ง 3 ระดับนั้น เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหลายโรงเรียนเพิ่งจะมีการจัดให้มีการเรียนการสอน หนังสือเรียนทั้ง 3 ระดับจึงเป็นแบบเรียนสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งหมด แต่จะมีความเข้มข้นทางภาษามากขึ้นตามวัยของผู้เรียน

หลักสำคัญคือผู้เรียนจะต้องเริ่มเรียนรู้จากการออกเสียงพินอินเพราะเป็นพื้นฐานการเรียนภาษาจีนที่สำคัญ และเรียนรู้การลากเส้นตัวอักษรจีนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนเขียนภาษาจีนที่แต่ละเส้นจะมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะการลงน้ำหนักเส้น ต่อมาจึงเริ่มเรียนคำศัพท์ง่าย ๆ รูปประโยคง่ายๆ แต่ยังไม่มีการเน้นการเขียนเป็นคำมากนัก ซึ่งพอนักเรียนได้เรียนไปจนถึงเล่มสุดท้ายของระดับประถม นักเรียนจะสามารถใช้ภาษาแสดงออกถึง ความรู้สึก อารมณ์ สภาพอากาศ ได้

ขณะที่ระดับมัธยมต้น จะเน้นการเรียนผสมคำ วิธีการเขียนการลากเส้นต่าง ๆ ซึ่งใน 1 บทก็จะประกอบไปด้วยการฝึกทักษะทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน ส่วนในระดับมัธยมปลายหลังจากมีการเริ่มต้นเรียนหลักต่าง ๆ เบื้องต้นแล้ว ก็จะมีความเข้มข้นทางการเรียนมากขึ้น โดยจะมีการแทรกเกม การร้องเพลงจีน บทกวีนิพนธ์ต่าง ๆ ของจีน ที่จะเข้ามาช่วยให้การเรียนมีความสนุกและไม่น่าเบื่อ

ส่งตำราชุด 2 ประกบโรงเรียนเก่ง

ส่วนโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนภาษาจีนมาแล้ว หรือเด็กนักเรียนมีการเรียนภาษาจีนมาบ้างแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ร่วมกับ Hanban เตรียมหนังสือไว้ให้อีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะมีความยากมากกว่าชุด สัมผัสภาษาจีน โดยหนังสือชุดนี้ชื่อภาษาจีนว่า ฮั่นหยู แต่ยังไม่มีชื่อไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิมพ์ และจะสามารถเริ่มนำมาใช้ได้ในเทอมหน้าด้วย

ตำราเรียนจีนทั้ง 2 ชุด ทางกระทรวงฯ ไม่ได้บังคับว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนจะต้องซื้อมาใช้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีตำราเรียนภาษาจีนที่หลากหลาย ซึ่งยังไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมาก่อน หนังสือชุดนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับครูที่ดีอีกเล่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นความร่วมมือ 2 ประเทศ ตำราเรียนชุดนี้จึงมีราคาไม่แพงนัก นักเรียน ผู้ปกครอง หรือบุคคลทั่วไปที่อยากเรียนรู้ภาษาจีนก็สามารถซื้อไปฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

ครวญ 2ปัญหาใหญ่-การสอนจีนสะดุด

สำหรับการเรียนการสอนภาษาจีนของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการนั้นขณะนี้มีโรงเรียนให้ความสนใจสอนภาษาจีนกันมากขึ้น จากเดิมโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่มีอยู่เพียงไม่ถึง 40 โรงเรียน มาเป็น 350 โรงเรียนในปีนี้ ส่วนที่สช. (สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน) มีทั้งหมด 480 โรงเรียนเพิ่มจากเดิมที่มีแค่ 200 โรงเรียนเท่านั้น โดยทางโรงเรียนต่าง ๆ ยังจัดหมวดหมู่ให้เป็นการเรียนในวิชาเลือก

โดยปัญหาสำคัญของการเรียนภาษาจีนในไทย อุปสรรคใหญ่ยังอยู่ที่เรื่องของการขาดแคลนครูผู้สอน คนที่เรียนจบปริญญาตรี เอกภาษาจีน ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่หากมาเป็นครูจะทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คนที่เรียนจบภาษาจีนโดยตรงเหล่านี้ ปัจจุบันทั่วประเทศมีไม่ถึง 10 คน เนื่องจากการเป็นครูเงินเดือนน้อย ขณะที่ทำอาชีพอื่นคนรู้ภาษาจีนจะมีรายได้สูงกว่ามาก

ปัจจุบันคนที่เป็นครูจีน จึงไม่ใช่คนเรียนจบปริญญาตรีเอกภาษาจีนโดยตรง แต่จะเป็นครูที่สอนภาษาอื่น แต่สนใจสอนภาษาจีน จึงมีการไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม และทางกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดอบรมครูจีนทั่วประเทศทุกปีในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนซึ่งจะใช้เวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 100-200 ชั่วโมง และจะไปเรียนที่จีนอีก 1 เดือน ซึ่งโครงการนี้รับครูมาอบรมไม่จำกัด แต่ต้องเป็นครูที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาจีนและผู้บริหารโรงเรียน ที่ผ่านมาจึงมีครูที่มาอบรมเพียงปีละ 300-400 คนเท่านั้น ดังนั้นการส่งครูอาสาสมัครจีนมาช่วยตามโรงเรียนต่าง ๆ ทุกปีของทางรัฐบาลจีนนั้น จึงช่วยทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนในไทยทำได้มากขึ้น

ทั้งนี้ยอมรับว่าอีกปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้คือเรื่องของอัตราจ้างที่มีอยู่จำกัด ทำให้แต่ละโรงเรียนไม่สามารถให้ตำแหน่งครูจีนได้ หากโรงเรียนใดมีโควตาเพิ่มครูได้ 1-2 คน ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ครูสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แทน ดังนั้นครูที่เข้าไปสอนภาษาจีนจึงมีลักษณะเป็นครูที่สอนภาษาอื่นอยู่แล้ว หรือครูที่จ้างพิเศษเข้ามา จุดนี้ทำให้การเพิ่มครูสอนภาษาจีนในไทยทำได้ยาก


โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

31 พฤษภาคม 2550