2006/Sep/18

รำพันพิลาป

สุนทรภู่

ปี พ.ศ.๒๓๘๕ พระสุนทรภู่จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านได้ประพันธ์บทกลอนเชิงนิราศเรื่อง \"รำพันพิลาป\" ขึ้น เนื่องจากเกิดนิมิตฝันอันเป็นลางร้าย ว่าจะต้องถึงแก่ชีวิต ในฝันนั้นท่านว่าได้พบเห็นนางฟ้านางสวรรค์มากมาย รวมถึงนางมณีเมขลา มาชักชวนให้ท่านละชมพูทวีป แล้วไปอยู่สวรรค์ด้วยกัน เรื่องนางสวรรค์นี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัยว่าน่าจะหมายถึง กรมหมื่นฯ อัปสรสุดาเทพ นัยว่าท่านสุนทรภู่มีจิตพิศวาสอยู่ จะเป็นจริงเช่นไร ท่านผู้อ่านต้องลองอ่านบทกลอนของท่านสุนทรภู่เอง สำหรับข้าพเจ้าเองเห็นว่า น่าจะหมายถึงนางฟ้าจริงๆ มิได้มีความหมายอื่น ด้วยท่อนหนึ่งในนิราศบทนี้ ท่านยังอ้อนวอนนางมณีเมขลา ว่าให้แก้วแล้ว ขอประโยชน์โพธิญาณถึงพระนิพพานเถิด เช่นเดียวกับที่ท่านได้เคยแสดงความปรารถนาพุทธภูมิไว้ในนิราศหลายๆ เรื่อง

การเกิดฝันเช่นนี้ เมื่อท่านตื่นขึ้นจึงได้รีบแต่ง \"รำพันพิลาป\" นี้ขึ้น แสดงความในใจและประวัติชีวิตของท่านในหลายๆ ส่วน รวมถึงประเพณีเทศกาลต่างๆ ที่ได้ประสบพบผ่านมา ซึ่งในส่วนนี้เองทำให้เราทราบว่า ยังมีนิราศของท่านอีกหลายเรื่องที่ท่านแต่งไว้ แต่เรายังไม่มีโอกาสได้อ่าน เพราะปลวกขึ้นกุฏิของท่าน ทำให้ต้นฉบับบทกลอนที่มีค่ายิ่งสูญสลายไปอย่างน่าเสียดาย เว้นเสียแต่จะมีผู้พบต้นฉบับคัดลอกจากที่อื่น

เมื่อข้าพเจ้าอ่าน \"รำพันพิลาป\" จบ ข้าพเจ้าอยากให้ผู้คนทั้งหลายที่เคยคิดว่า สุนทรภู่เป็นคนเจ้าชู้ สุนทรภู่เป็นคนขี้เมา ได้มาอ่านนิราศเรื่องนี้ด้วย ตลอดช่วงชีวิต ๖๙ ปีของท่าน ได้มีห้วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ เมื่อครั้งรับราชการในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพียง ๘ ปี ช่วงเวลาที่เหลือในชีวิตของท่านเป็นเช่นไร ขอท่านได้โปรดอ่าน \"รำพันพิลาป\" จนจบ และตรองดูเถิด

๏ สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตฝัน

พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์

จึ่งจดวันเวลาด้วยอาวรณ์

แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะได้คิด

ในนิมิตเมื่อภวังค์วิสังหรณ์

เดือนแปดวันจันทวาเวลานอน

เจริญพรภาวนาตามบาลี

ระลึกคุณบุญบวชตรวจกสิณ

ให้สุขสิ้นดินฟ้าทุกราศี

เงียบสงัดวัดวาในราตรี

เสียงเป็ดผีหวี่หวีดจังหรีดเรียง

หริ่งหริ่งเรื่อยเฉื่อยชื่นสะอื้นอก

สำเนียงนกแสกแถกแสกแสกเสียง

เสียงแมงมุมอุ้มไข่มาใต้เตียง

ตีอกเพียงผึงผึงตะลึงฟัง

ฝ่ายฝูงหนูมูสิกกิกกิกร้อง

เสียวสยองยามยินถวิลหวัง

อนึ่งผึ้งซึ่งมาทำประจำรัง

ริมบานบังบินร้องสยองเย็น

ยิ่งเยือกทรวงง่วงเหงาซบเซาโศก

ยามวิโยคยากแค้นสุดแสนเข็ญ

ไม่เทียมเพื่อนเหมือนจะพาเลือดตากระเด็น

เที่ยวซ่อนเร้นไร้ญาติหวาดวิญญาณ์ฯ

๏ แต่ปีวอกออกขาดราชกิจ

บรรพชิตพิศวาสพระศาสนา

เหมือนลอยล่องท้องชะเลอยู่เอกา

เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล

ดูฟากฝั่งหวังจะหยุดก็สุดเนตร

แสนเทวษเวียนว่ายสายกระแส

เหมือนทรวงเปลี่ยวเที่ยวแสวงทุกแขวงแคว

ได้เห็นแต่ศิษย์หาพยาบาล

ทางบกเรือเหนือใต้เที่ยวไปทั่ว

จังหวัดหัวเมืองสิ้นทุกถิ่นฐาน

เมืองพริบพรีที่เขาทำรองน้ำตาล

รับประทานหวานเย็นก็เป็นลม

ไปราชพรีมีแต่พาลจังทานพระ

เหมือนไปปะบระเพ็ดเหลือเข็ดขม

ไปขึ้นเขาเล่าก็ตกอกระบม

ทุกข์ระทมแทบจะตายเสียหลายคราวฯ

๏ ครั้งไปด่านกาญจน์บุรีที่กะเหรี่ยง

ฟังแต่เสียงเสือสีห์ชะนีหนาว

นอนน้ำค้างพร่างพนมพรอยพรมพราว

เพราะเชื่อลาวลวงว่าแร่แปรเป็นทอง

ทั้งฝ่ายลูกถูกปอบมันลอบใช้

หาแก้ได้ให้ไปเข้ากินเจ้าของ

เข้าวัสสามาอยู่ที่สองพี่น้อง

ยามขัดข้องขาดมุ้งริ้นยุงชุม

ทุกเช้าค่ำลำบากแสนยากยิ่ง

เหลือทนจริงเจ็บแสบใส่แกลบสุม

เสียงฉู่ฉู่หวู่ว่อนเวียนร่อนรุม

เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกัดนั่งปัดยุง

โอ้ยามยากอยากใคร่ได้เหล็กไหลเล่น

ทำทองเป็นปั้นเตาเผาถลุง

ลองตำราอาจารย์ทองบ้านจุง

จดเกลือหุงหายสูญสิ้นทุนรอนฯ

๏ คราวไปคิดปริศนาตามตาเถร

เขากาเพนพบมหิงส์ริมสิงขร

มันตามติดขวิดคร่อมอ้อมอุทร

หากมีขอนขวางควายไม่วายชนม์

เดชะบุญคุณพระอนิสงส์

ช่วยดำรงรอดตายมาหลายหน

เหตุด้วยเคราะห์เพราะว่าไว้วางใจคน

จึ่งจำจนใจเปล่าเปลืองข้าวเกลือฯ

๏ โอ้ยามอยู่สุพรรณกินมันเผือก

เคี้ยวแต่เปลือกไม้หมากเปรี้ยวปากเหลือ

จนแรงโรยโหยหิวผอมผิวเนื้อ

พริกกับเกลือกลักใหญ่ยังไม่พอ

ทั้งผ้าพาดบาตรเหล็กของเล็กน้อย

ขโมยถอยไปทั้งเรือไม่เหลือหลอ

เหลือแต่ผ้าอาศัยเสียใจคอ

ชาวบ้านทอถวายแทนแสนศรัทธาฯ

๏ คิดถึงคราวเจ้านิพพานสงสารโศก

ไปพิศีโลกลายแทงแสวงหา

ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา

ช่วยรักษาจึ่งได้รอดไม่วอดวาย

วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง

เหนื่อยนอนพิงเพิงไศลหลับใจหาย