2009/Oct/16

 


    

จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มกลุ่มประเทศในมหาสมุทรอินเดีย

รวมทั้งหลายจังหวัดในแถบอันดามันของบ้านเรา ทำให้แทบไม่มีใครไม่รู้จักคลื่นยักษ์ที่มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นอันไม่คุ้นเคยนี้อีกแล้ว

คลื่นสึนามิ เป็นกลุ่มคลื่นขนาดยักษ์ ในภาษาอังกฤษเรียกแบบเห็นภาพว่า a tsunami wave train (ขบวนคลื่นยักษ์) ซึ่งจะเกิดเฉพาะในแหล่งน้ำขนาดใหญ่มากๆ อย่างมหาสมุทรเท่านั้น

สึนามิ ในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวว่า คลื่นหลบซ่อน เกิดขึ้นบ่อยมากที่ญี่ปุ่น นับจากครั้งแรกจนถึงตอนนี้ก็เคยเกิดมาแล้วราวๆ 195 ครั้ง ด้วยความที่มีพื้นที่เป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรใหญ่

สึนามิมีอำนาจทำลายล้างสูง สามารถสร้างความเสียหายให้พื้นที่ชายฝั่งได้เป็นวงกว้าง และไม่แปลกที่จะมีคนเสียชีวิตจากเหตุสึนามิเป็นจำนวนมหาศาล เนื่องเพราะคลื่นดังกล่าวมีความเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะวิ่งหนีได้ทัน

แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรืออะไรก็ตามที่เป็นการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงใต้น้ำ แม้แต่การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก็สามารถจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้ทั้งนั้น

ตูซีดีเดส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก เป็นคนแรกที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงใต้น้ำกับ การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ แม้กระนั้น ในศตวรรษที่ 20 คนเราก็ยังรู้เบื้องหลังเบื้องลึกเกี่ยวกับสึนามิน้อยมาก โดยนักธรณีวิทยาและนักสมุทรศาสตร์ ก็เพียงให้นิยามไว้ว่า สึนามิ คือคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้น้ำเท่านั้น

คลื่นยักษ์สึนามิ ไม่ใช่นานๆ เกิดทีอย่างที่เข้าใจ หรือดังคำที่นำมาพยายามปลอบขวัญกันหลังจากที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2004 ที่จังหวัดแถบอันดามัน

เมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา เกิดสึนามิอย่างน้อย 25 ครั้งทั่วโลก ส่วนใหญ่เกิดแถบพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น

สึนามิครั้งแรกที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ (หนังสือของตูซีดีเดส) บอกว่าต้องย้อนไปในปี 426 ก่อนคริสตกาล ในเพโลโพนิเชีย

ขณะที่นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน อัมมิอานุส มาร์เชลลินุส ก็เคยบันทึกเหตุการณ์ก่อนเกิดคลื่นยักษ์ว่า มีแผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในปีค.ศ. 365 ก่อนคลื่นยักษ์จะตามมากลืนเมืองอเล็กซานเดรียให้กลายเป็นอดีตไป หลังจากนั้นก็มีสึนามิเกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง

สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ปี 2004 ขึ้นชื่อว่าเป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ โดยมีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้นมากกว่า 3 แสนราย ไม่รวมคนที่สูญหายไปรวมกันแล้วนับล้านคน

หลังมหันตภัยครั้งใหญ่ปี 2004 ที่มหาสมุทรอินเดีย นักอุตุนิยมวิทยาแห่งศตวรรษที่ 21 ต่างก็เริ่มตื่นตัวกับเหตุคลื่นยักษ์ กระทั่งเริ่มมีหน่วยงานอุตุนิยมทางด้านสึนามิโดยเฉพาะขึ้นมา และนับรวมเอาความแปรปรวนทางอากาศที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์อย่าง สตอร์ม เซิร์จ รวมเข้าไปในหน่วยงานนี้ด้วย หลังจากเกิดเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มเมียนมาร์ในปี 2008

นักธรณีวิทยาและนักอุตุนิยมสึนามิเชื่อตรงกันว่า ความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์อาจจะถูกลบสถิติได้ในอนาคต ศาสตราจารย์กอสตาส ซีโนลาคิส แห่งศูนย์วิจัยสึนามิ เซาท์แคลิฟอร์เนีย เขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารทางธรณีวิทยาหลายสำนัก บอกว่า มีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุสึนามิที่รุนแรงกว่าปี 2004 ได้อีก

โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงอย่าง มาดากัสการ์ สิงคโปร์ โซมาเลีย ออสเตรเลียตะวันตก และอีกหลายๆ แห่ง

 

 

โดย เคอร์มิท
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

2009/Oct/16

 


(แผนภาพแสดงวงแหวนวงใหม่ของดาวเสาร์ ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับวงโคจรของฟีบี ภาพดาวเสาร์ด้านบนถ่ายขณะยานแคสซีนีอยู่ในเงามืด แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวเสาร์กำลังบังอยู่ ทำให้มองเห็นวงแหวนจางๆ รอบนอก เรียกว่าวงแหวนอี (E-ring) โอบรอบดาวเสาร์ที่ระยะ 2.4 แสนกิโลเมตร ขวามือคือไอยาพิตัส ห่างดาวเสาร์ 3.5 ล้านกิโลเมตร ด้านหนึ่งของไอยาพิตัสปกคลุมด้วยน้ำแข็ง อีกด้านมืดคล้ำกว่ามาก สาเหตุของความแตกต่างนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับวงแหวนวงใหม่)

 

ดาวเสาร์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งวงแหวนและมันก็คงจะไม่ยอมให้ใครมาทาบรัศมีได้

นักดาราศาสตร์เพิ่งประกาศการค้นพบวงแหวนวงใหม่ของดาวเสาร์ ซึ่งใหญ่มาก ถึงขนาดที่ว่าหากวงแหวนนี้สว่างจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากพื้นโลก มันจะแผ่กว้างด้วยขนาดมหึมาราว 2 เท่าของขนาดดวงจันทร์ที่เห็นบนท้องฟ้า

นักดาราศาสตร์ค้นพบวงแหวนวงนี้โดยอาศัยภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ อวกาศสปิตเซอร์ วงแหวนประกอบด้วยอนุภาคของฝุ่นและน้ำแข็งซึ่งอยู่กันอย่างเบาบาง ไม่สามารถมองเห็นได้ และตรวจพบได้ยากด้วยกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงจากโลก แต่สามารถตรวจหาได้ด้วยกล้องสปิตเซอร์ซึ่งสำรวจในแสงอินฟราเรด ระนาบวงแหวนเอียงทำมุม 27 องศากับวงแหวนหลัก แผ่ไกลในแนวระนาบ โดยเริ่มตั้งแต่ระยะห่างราว 6 ล้านกิโลเมตร ถึง 12 ล้านกิโลเมตร จากดาวเสาร์ มันอยู่ตามแนววงโคจรของฟีบี (Phoebe) ซึ่งเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลที่สุดจากดาวเสาร์ (ยังมีบริวารขนาดเล็กอีกหลายดวงที่ไกลกว่านี้) จึงคาดว่าฟีบีน่าจะเป็นต้นกำเนิดของวงแหวนนี้ วงแหวนมีความหนาในแนวตั้งด้วยขนาดราว 20 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวเสาร์ นักดาราศาสตร์คาดคะเนว่าต้องใช้โลกถึง 1,000 ล้านดวง จึงจะสามารถบรรจุลงในวงแหวนนี้ให้เต็มปริมาตรได้

การค้นพบวงแหวนใหม่ในครั้งนี้อาจตอบคำถามได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำ ให้พื้นผิวของไอยาพิตัส (Iapetus) แบ่งเป็น 2 ส่วน โจวันนี กัสซีนี ค้นพบไอยาพิตัสซึ่งเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวเสาร์เมื่อค.ศ. 1671 ต่อมาเขาพบว่าไอยาพิตัสน่าจะมีพื้นผิว 2 ด้านที่สะท้อนแสงได้ไม่เท่ากัน ภาพจากยานแคสซีนีแสดงให้เห็นพื้นผิวที่แท้จริงของไอยาพิตัส ด้านหนึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็งสีขาวสะท้อนแสงได้ดี อีกด้านหนึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันอาจฉาบด้วยวัตถุคล้ำหรือถูกเป่าให้น้ำแข็งส่วนนั้นหายไป จนทำให้พื้นผิวบริเวณดังกล่าวมืดมาก ปัจจุบันเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า Cassini Regio เพื่อเป็นเกียรติแก่กัสซีนี (Regio เป็นคำละติน ตรงกับ Region ที่แปลว่าบริเวณ)

ฟีบีโคจรรอบดาวเสาร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดาวบริวารส่วนใหญ่ รวมทั้งตรงข้ามกับไอยาพิตัส ทำให้นักดาราศาสตร์คิดว่ามันอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาว เสาร์จับเอาไว้ วัตถุในวงแหวนนี้น่าจะโคจรในทิศเดียวกับฟีบี นั่นทำให้วัตถุส่วนหนึ่งจากวงแหวนพุ่งเข้าใส่พื้นผิวของไอยาพิตัส การค้นพบวงแหวนวงใหม่ในบริเวณวงโคจรของฟีบีสนับสนุนแนวคิดที่เคยมีมาก่อน หน้านี้ว่า ฟีบีน่าจะมีบทบาทและเกี่ยวข้องกับความแปลกประหลาดบนพื้นผิวของไอยาพิตัส

นักดาราศาสตร์ใช้เครื่องวัดแสงบนสปิตเซอร์กวาดหาแถบของวัตถุบริเวณ รอบดาวเสาร์จากสมมติฐานที่ว่าฟีบีอาจเคยถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง ในอดีต แล้วทิ้งชิ้นส่วนต่างๆ ไว้รอบดาวเสาร์ แม้ว่าวัตถุในวงแหวนจะมีอุณหภูมิต่ำเพียง 80 เคลวิน (-193 องศาเซลเซียส) แต่เครื่องมือก็สามารถตรวจหาได้




โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด    
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2009/Oct/16

“ขอบคุณมากคะ ที่มาเป็นวิทยากรในรายการชั่วโมงทำกิน คอลัมน์หนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับศิลปะของการเป็นผู้ตามที่มี ประสิทธิผลจุดประกายดิฉันมาก จึงอยากให้คุณเกรียงศักดิ์มาแชร์ในรายการของเราคะ” ดร.รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย ผู้ดำเนินรายการข่าวธุรกิจของสถานีโทรทัศน์

ดร.รุ่ง ทิพย์ถามคำถามแรก “ผู้ชมรายการเราหลากหลาย อยากให้คุณเกรียงศักดิ์แนะนำทั้งศิลปะการเป็นผู้นำและศิลปะการเป็นผู้ตามคะ เริ่มที่ภาวะผู้นำก่อนละกัน”

“มีแนวคิดและหลักการเรื่องภาวะผู้นำมากมาย แต่ว่าวันนี้จะเล่าแก่นที่ผมเห็นผู้นำในเมืองไทยที่มีความสามารถใช้ 3 ข้อ คือ

1.ผู้นำที่เก่งจะใช้แนวทาง ‘แล้วแต่กรณี’ อย่างที่บอกว่าแนวคิดเรื่องภาวะผู้นำมีหลากหลาย แต่มันจะเวิร์กก็ต่อเมื่อผู้นำใช้มันให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ยกตัวอย่าง เช่น การสร้างการมีส่วนร่วม ผู้นำอาจจะมี 3 ทางเลือกคือ ประชาธิปไตย เผด็จการ หรือระหว่างกลาง ในภาวะวิกฤตภาวะผู้นำแบบเผด็จการอาจจะเวิร์กที่สุด สมมติว่าไฟกำลังไหม้บ้านเรา เราคงไม่ประชาธิปไตยจ๋าโดยการถามความเห็นจากลูกๆ ของเราว่า ควรทำอย่างไรดี ในทางกลับกันภาวะปกติ คุณอาจจะถามความเห็นลูกๆ ว่า เสาร์นี้จะไปทานข้าวกลางวันที่ไหนกันดี

2.ผู้นำที่เก่งมักจะ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือสองมาตรฐาน
หมายความว่าอะไร ผู้นำที่เก่งรู้ว่าคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาอาจจะสั่งงานและดูแลคนโดยใช้เกณฑ์เดียวกันราวๆ ร้อยละแปดสิบ แต่บางเรื่องเขาอาจจะเลือกปฏิบัติ เช่น มีโครงการพิเศษที่ต้องการคนที่เก่งวิเคราะห์ เขาอาจส่งสมชายที่ถนัดวิเคราะห์ไปงานนี้ ในขณะเดียวกันมีงานลูกค้าสัมพันธ์ซึ่งต้องการคนที่รับแขกเก่ง เขาอาจส่งกานดาที่เก่งเรื่องคนไป ลองนึกภาพว่าหากสองกรณีเราสลับคนกัน ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างกันมาก เลือกปฏิบัติยังรวมไปถึงวิธีจูงใจคนด้วย บางคนอาจจะเป็นแบบแดงคือชอบงานท้าทาย ในขณะที่บางคนอาจจะเป็นแบบไก่ที่จะทำงานได้ดีมากหากนายพูดด้วยความเป็นกัน เองและแสดงความแคร์เธอออกมาบ่อยๆ

3.ผู้นำในสังคมไทยต้องมีความเมตตามากกว่าคนทั่วไป ต้องสอน ให้ความรู้ จุดประกาย กระตุ้น มากกว่าคนชาติอื่นๆ บางครั้งคุณอาจจะต้องสอนวิธีคิดให้เขาแทนที่จะปล่อยให้เขาใช้ความคิดเอง เพื่อให้ค้นพบคำตอบ สำหรับบางคนแล้ววิธีนั้นอาจจะไม่เวิร์ก”

“น่าสนใจมากคะคุณเกรียงศักดิ์ แล้วศิลปะการเป็นผู้ตามละคะ ผู้ชมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ตามนะคะ”

“โปรดตั้งใจฟังนะครับ เพราะว่าสิ่งที่จะแนะนำจะทำให้ท่านได้รับการยอมรับและสร้างความมั่นใจจากนายของท่านมากขึ้น

ใน 10 ข้อ ที่ผมเขียนลงในเดือนที่แล้ว ผมเลือก 3 ข้อ ที่เป็นหัวใจมาเล่าให้ฟังคือ

1.อย่าคิดไปเปลี่ยนแปลงนาย
หากเรามีนายที่เป็นนักคิดนักยุทธศาสตร์แต่ไม่เก่งเรื่องคน เราควรเสริมในจุดอ่อนของนายไม่ใช่พยายามที่จะคิดไปเปลี่ยนแปลงจุดอ่อนของเขา คนจำนวนมากอยากให้นายเป็นแบบตัวเอง แต่เราก็รู้นี่ครับว่า คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น คนมีแนวโน้มที่จะประเมินนาย วิธีนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร นายเราต่างหากที่มีหน้าที่และสิทธิในการประเมินเรา เรามีหน้าที่และสิทธิในการประเมินลูกน้องเรา โลกมันเป็นอย่างนี้ อย่าสับสนฝืนความเป็นจริง

2.รู้เป้าหมายของนายและจัดสรรทรัพยากรและลำดับความสำคัญของเราให้สอดคล้องกับนาย
สมมติว่านายจะไปพักร้อนสัปดาห์หน้า แล้ววานเราไปซื้อเสื้อผ้าเตรียมให้เขาหน่อย หากเราคิดว่าเขาจะไปพัทยาเลยซื้อเสื้อผ้าสำหรับเดินชายหาดมาเพียบเลย หากว่าที่จริงนายจะไปชมเขาที่เชียงใหม่ ให้คุณขยันและตั้งใจเพียงใด สิ่งที่คุณเตรียมมาให้นายก็ไม่มีวันถูกใจเขา คนจำนวนมากอาจจะสงสัยว่าทำไมหนอทำงานหนักขยันแทบตายแต่นายไม่ยอมรับ

3.ทำเกินความคาดหวัง สมมติว่านายบอกให้พนักงานขายทุกคนทำรายงานขาย ส่วนใหญ่จะส่งตามกำหนดบางคนอาจจะสาย แต่คุณทำส่งก่อนกำหนด แถมทำเกินโดยวิเคราะห์คู่แข่ง คาดการณ์ว่าเขาจะทำอะไร และลูกค้าจะตอบสนองอย่างไร

หากทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ นายก็จะยอมรับและไว้วางใจเรามากขึ้นไปเรื่อยๆ”

โดย เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์