ช่วงนี้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับพม่าเพื่อนบ้านของเราเป็นพิเศษ เพราะในโลกเราทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงจนถึงขั้นที่ก่อตัวเป็นสงคราม การประท้วงรัฐบาลพม่าโดยการนำของพระสงฆ์จนเป็นเหตุให้มีการนองเลือดรวมถึงการเสียชีวิตของนักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ทำให้นานาชาติหันมาสนใจกับรัฐบาลพม่าอย่างจริงจัง หลังจากที่นางอองซานซูจีถูกควบคุมตัวให้อยู่ในบ้านมานาน กว่า 10 ปีแล้ว องค์กรสหประชาชาติจึงเพิ่มการ กดดันด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมมองว่าพม่าจะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกภายในไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้
ในฐานะที่ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่มีบทบาทและใกล้ชิดที่สุดของพม่า ผมขอนำเรื่องอดีตเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้วที่เกิดขึ้นครั้งแรกระหว่างไทยกับพม่าที่มีกษัตริย์องค์แรกของพม่าที่มีพระปรีชาสามารถขยายอาณาจักรเข้ามาประชิดดินแดนของอยุธยาได้เป็นครั้งแรก และถือเป็นการสร้างฐานให้กษัตริย์องค์ต่อมาสามารถยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาถึง 2 ครั้ง จนทำให้ไทยกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่าไปจนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกว่าไทยต้องเสียเอกราชให้ต่างชาติเป็นครั้งแรกและเป็นประเทศเดียว ผมรู้สึกได้ว่าหากมีการพูดถึงพม่าที่เคยเข้ามายึดกรุงเก่าของเรากับคนไทยด้วยกันเมื่อใด คนไทยเราก็ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างที่ฝังลึกอยู่กับคนพม่า
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ เราต้องยอมรับว่าในอดีตนั้นพม่ามีความยิ่งใหญ่ ผมไปพม่ามาหลายครั้งได้พบเห็นสิ่งต่างๆ ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของพม่าว่าเขามีความสามารถมาก มิฉะนั้นคงไม่สามารถเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาของเราได้ วันนี้ผมก็ยังพบเห็นชาวพม่าที่มีความรู้ความสามารถหลายคน เพียงแต่พวกเขาไม่มีเวทีให้แสดงเท่านั้นเอง ผมมองว่าถ้าคนไทยมีความเข้าใจต่อพม่าอย่างถูกต้องและปรับตัวให้เข้ากับพม่าในปัจจุบันเพื่อก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างเหมาะสม พม่าจะเป็นประเทศที่เป็นขุมทรัพย์ทางทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตอย่างมาก ซึ่งสามารถเอื้อเฟื้อกันได้อย่างแน่นอน
ผมคิดว่าเราควรลืมอดีตความขัดแย้งระหว่างไทยกับพม่า การรบแพ้–ชนะ มามองเพื่ออนาคต เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะช่วยสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับคนทั้งสองชาติ ไทยก็จะมีแต่ได้ไม่มีเสีย วันนี้คนพม่าโดยทั่วไปต่างยอมรับความจริงว่าเขายังล้าหลังอยู่มาก เขายินดีที่จะทำมาหากินกับเรา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจีนได้เข้าไปมีบทบาทในพม่าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มองไปทางไหนจะเห็นแต่สินค้าจีนเต็มไปหมด แตกต่างกับแต่ก่อนที่มีสินค้าไทยอยู่ทั่วทุกแห่ง ส่วนสำคัญเป็นเพราะสินค้าจีนนั้นมีราคาถูก คุณภาพเหมาะสม ด้านนักธุรกิจพ่อค้าชาวไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการค้าขายในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว เท่าที่ควร นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทั้งที่ธุรกิจชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีมูลค่าถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ เรายังมีพื้นที่ที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมายมหาศาล ผมมองว่าพม่าจะเป็นคู่ค่าที่สำคัญที่มีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้อีกมาก การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของผู้นำพม่าคงจะมีส่วนช่วยทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีของชนทั้งสองชาติกระชับแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้น
พม่าและไทยมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เป็นเรื่องปกติธรรมดาของยุคโบราณที่อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนแถบนี้ต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่เหนืออาณาจักรอื่นๆ เพื่อแสดงแสนยานุภาพความเกรียงไกรให้แก่อาณาจักรของตน ประวัติศาสตร์พม่าแบ่งเป็น 3 ยุค คือยุคโบราณ ยุคอาณานิคมอังกฤษ และยุคเอกราช ในยุคโบราณนั้นเป็นยุคที่พม่ามีกษัตริย์ปกครอง แบ่งได้เป็น 3 ราชวงศ์ คือราชวงศ์พุกาม ราชวงศ์ตองอู และราชวงศ์คองบอง (บางทีก็เรียกว่าราชวงศ์อลองพญา) ซึ่งในสมัยของราชวงศ์ตองอูนั้น พม่ามีกษัตริย์ยอดนักรบผู้มีพระปรีชา แม้กระทั่งในพงศาวดารไทยก็ยังยกย่อง อย่างเช่นพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนองผู้ชนะ สิบทิศ พระเจ้าบุเรงนองเคยเป็นทั้งแม่ทัพคนสำคัญและพระเทวันหรือพี่เขยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง แต่พระองค์ทรงติดน้ำจัณฑ์ ท้ายที่สุดพระองค์ถูกจับปลงพระชนม์ อีกหลายปีต่อมา พระเจ้าบุเรงนองเลยได้ครองอำนาจสืบต่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่มีพระราชประวัติอันพิสดารน่าสนใจ
พระเจ้ามินจินโย ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ตองอูทรงเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่สร้างความเป็นปึกแผ่นและขยายอำนาจให้กับเมืองตองอู ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้สามารถขยายอำนาจในกาลต่อมา ก่อนหน้าที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ ตองอูเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ขนาบด้วยเมืองที่เข้มแข็งและใหญ่กว่า เมื่อพระองค์เถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้วกษัตริย์ของเมืองต่างๆ ต่างหันมา สวามิภักดิ์กับเมืองตองอู
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ประสูติเมื่อ พ.ค. พ.ศ. 2055 ที่เมืองตองอู พระองค์มีพระพี่นางต่างชนนีอยู่พระองค์หนึ่ง คือ ตะเกงจี หรือที่คนไทยเรารู้จักกันดีในพระนามพระนางจันทรา ซึ่งภายหลังจะได้อภิเษกสมรสกับบุเรงนอง เมื่อประสูติได้เพียง 7 ราตรี พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ ส่วนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นั้นเป็นราชโอรสในองค์ราชเทวี และเนื่องจากเป็นราชโอรสองค์เดียวของพระเจ้ามินจินโยจึงได้เป็น ผู้สืบราชสมบัติต่อไปในภายภาคหน้า
เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เจริญพรรษาขึ้นราว 15 ชันษา พระองค์ทรงต้องกระทำพิธีเจาะพระกรรณ (เจาะหู) โดยเลือกที่จะทำพิธีที่พระเจดีย์ชเวมอดอ (หรือพระธาตุมุเตา) กลางเมืองหงสาวดีของมอญ โดยมีทหารคุ้มกันไปเพียงแค่ 500 นาย พร้อมด้วย “เชงเยทุต” (จะเด็ด) ติดตามไป เมื่อฝ่ายมอญทราบจึงส่งทหารมอญเข้ามาปิดล้อม แต่พระองค์ก็ทรงทำพิธีต่อไปโดยไม่ทรงหวาดหวั่นต่อทหารมอญนับพันนับหมื่นที่ล้อมอยู่ สามารถตีฝ่าวงล้อมเพื่อกลับเมืองตองอูได้ เมื่อพระเจ้ามินจินโยเสด็จสวรรคต ตะเบง ยเวที (เป็นพระนามของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ก่อนขึ้นครองราชย์) ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ตองอูด้วยพระชนมพรรษา 19 พรรษา ชื่อ “ตะเบงชเวตี้” ที่ปรากฏในหลักฐานไทยเป็นชื่อที่สอดคล้องตรงกับชื่อ “ตะเบงยเวที” ในภาษาพม่า คำว่า “ตะเบง” แปลว่า เอก หรือ หนึ่ง ส่วนคำว่า “ยเวที” แปลว่า ฉัตรทอง พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงมีอุปนิสัยกล้าหาญ พอพระหฤทัยในการทำสงคราม และเสด็จขึ้นครองราชย์ในช่วงที่เมืองตองอูมีขุนนางมีฝีมือ และมีกำลังทหารที่พร้อมรบมากมาย พระองค์ทรงมีมเหสี 2 พระองค์ นามว่า เคงเมียด และเคงโซโบ พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจมาก เพราะตลอดรัชกาลนั้นพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ พระองค์ได้ทำการสงครามแผ่ขยายอาณาจักรตองอูไปตามหัวเมืองต่างๆ เช่น ยะไข่ พะสิม หงสาวดี แปร และเมาะตะมะ เป็นต้น โดยเฉพาะการได้ชัยชนะเหนือหงสาวดี โดยนับว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่สามารถเอาชนะหงสาวดี ซึ่งในอดีตนั้นกรุงหงสาวดีเป็นเมืองหลวงของชนชาติมอญ อันเป็นคู่ปรับสำคัญของชาวพม่าในอดีต และทำให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาที่หงสาวดี
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงมีความพยายามที่จะสร้างความกลมเกลียวระหว่างมอญกับพม่า จึงมีการย้ายราชธานีจากตองอูไปยังหงสาวดีอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีทางออกสู่ทะเล และสามารถค้าขายกับต่างประเทศได้สะดวก ตลอดจนเป็นการแสดงชัยชนะของกองทัพพม่าเหนือกองทัพมอญ และเป็นการแสดงว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยบารมีทางการเมือง เนื่องจากได้ครอบครองแผ่นดินรามัญเทศะในเขตพม่าตอนล่าง
เมื่อมีการย้ายเมืองหลวง พม่ายังได้รับธรรมเนียมมอญมาปฏิบัติ อาทิ การตัดทรงผมและพิธีราชาภิเษกอย่างมอญ อีกทั้งมีการแต่งตั้งเจ้านายฝ่ายมอญให้รับตำแหน่งและเครื่องยศอย่างเหมาะสม และการที่พระองค์ย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงหงสาวดีทำให้พระองค์มีพระนามที่เรียกขานกันอีกว่า “พระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันในตอนแรกว่าพระองค์เป็นมอญ มิใช่พม่า
หลังจากที่ตีกรุงหงสาวดีได้แล้ว พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ได้เข้าตีเมืองแปร แต่ครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะกองทัพไทใหญ่จากกรุงอังวะยกทัพมาช่วย บุเรงนองยกออกไปรับและตีไทใหญ่แตกพ่ายไป จนหน้าฝนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงสั่งให้ทหารทำนา และเกณฑ์ทหารเพิ่มจากเมืองมอญ แม้ว่าเจ้าเมืองแปรจะรวมกำลังกับยะไข่และอังวะต้านทานทัพจากพระเจ้า ตะเบ็งชะเวตี้ก็ตาม สุดท้ายเมืองแปรก็แตก
จากเหตุการณ์นี้ทำให้กษัตริย์อังวะทรงกังวลเมื่อเห็นตองอูมีกำลังแกร่งกล้าขึ้นมา พระองค์จึงร่วมมือกับพวกฉาน เพื่อตีเอาเมืองแปรคืนกลับมา แต่กระนั้นด้วยความจัดเจนในกลศึกของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และขุนศึกทำให้แผนการของกษัตริย์อังวะและพวกฉานล้มเหลว จากนั้นพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงทวนลำน้ำอิระวดีไล่ตีต่อไปจนถึงซะลีงและพุกาม หลังจากตีเมืองต่างๆ ได้แล้ว เมืองต่อไปที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพไปตีคือเมืองเมาะตะมะ แต่กว่าจะตีเมืองเมาะตะมะได้ก็ล่วงไปถึงปี พ.ศ. 2084 พระองค์ต้องใช้กลยุทธ์การปิดล้อมเมืองนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เกิดความอดอยาก และการที่พระองค์ได้รับความช่วยเหลือจากสมิงพยุขุนนางมอญที่เชี่ยวชาญการรบทางน้ำที่สวามิภักดิ์กับพระองค์จนทำให้ตีเมืองเมาะตะมะได้ และเมื่อเมาะตะมะปราชัยให้แก่กษัตริย์ตองอู ทำให้เจ้าเมืองหัวเมืองมอญอื่นๆ ยอมศิโรราบภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้
การศึกกับอยุธยา เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ พระองค์ก็ได้ยกทัพมาตีดินแดนของอยุธยาเป็นครั้งแรกเมื่อปีจอ พ.ศ. 2081 ศึกครั้งนั้นเรียกว่าศึกเชียงกราน เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเมาะตะมะ
เนื่องจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่ทำสงครามกับอยุธยา คือศึกเชียงกราน โดยทรงยกทัพผ่านทางเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี และเดินทัพเข้ามาประชิดกำแพงเมืองอยุธยา พระองค์รับสั่งให้เจ้าเมืองเมาะตะมะให้เกณฑ์ทหารมอญและตะนาวศรีเพื่อยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะเสด็จยกพยุหโยธาออกไปดูกำลังศึกที่ทุ่งภูเขาทอง เสด็จทรงช้างต้นพลายแก้วจักรพรรดิ พระสุริโยทัยเอกอัครราชมเหสีก็โดยเสด็จด้วย พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงทราบว่า กองทัพไทยยกขบวนออกมาจากพระนครมาเผชิญศึกด้วย ก็ทรงแบ่งทัพออกเป็น 3 ทัพ ให้พระเจ้าแปรคุมทัพกองกลางเป็นทัพหน้าทำหน้าที่ออกรบ พระมหาอุปราชคุมปีกซ้าย ทำหน้าที่เป็นกองซุ่ม ส่วนพระองค์เองคุมปีกขวา ตั้งกองทัพหลวงอยู่เบื้องหลัง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงยกทัพออกไปพร้อมพระราชโอรสสองพระองค์ และสมเด็จพระสุริโยทัยเสด็จออกไปด้วยโดยทรงแต่งกายเป็นชาย ในการรบสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเสียที ช้างพระที่นั่งหันหลังหนี พระเจ้าแปรจึงขับช้างไล่ฟันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยเห็นพระราชสวามีตกอยู่ในอันตราย จึงรีบขับช้างเข้าขวางไว้ ช้างพระเจ้าแปรเสยช้างสมเด็จพระสุริโยทัย จนเท้าหน้าทั้งสองลอยพ้นพื้นดินแล้วพระเจ้าแปรจึงใช้ของ้าวฟันสมเด็จพระสุริโยทัย จากพระพาหาหรือบ่า ขาดมาถึงกลางพระองค์ จึงสวรรคตบนคอช้าง ส่วนพระราชโอรสทั้งสองขับช้างเข้ากันข้าศึก นำช้างพร้อมทั้งพระศพสมเด็จพระราชชนนีกลับเข้าเมืองไปได้
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงตั้งค่ายล้อมพระนครและพยายามที่จะโจมตีอยู่นานถึงเดือนเศษ ก็ไม่อาจที่จะตีกรุงศรีอยุธยาได้ กองทัพพม่าเริ่มขาดเสบียงอาหารเพราะมีจำนวนมาก ขณะนั้นกองทัพไทยจากพิษณุโลกและหัวเมืองฝ่ายเหนือ เตรียมลงมาช่วยล้อมกองทัพพม่า พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงตัดสินพระทัยยกทัพกลับทางเหนือผ่านด่านแม่ละเมา เมืองตาก
พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงถอยทัพขึ้นทางเหนือตีได้หัวเมืองเหนือหลายเมือง
พงศาวดารพม่าระบุว่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งกรุงหงสาวดีทรงกรีธาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2021 แต่หลังจากนั้น 1 ปี พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เสด็จสวรรคตและเกิดกบฏขึ้น ว่ากันว่ามีชาวโปรตุเกสชื่อ ดีโก ซัวเรซเป็นตัวการทำให้พระเจ้า ตะเบ็งชะเวตี้เสวยสุราเป็นนิจสิน การเสวยสุราเป็นประจำก็ทำให้ฟั่นเฟือนไม่สามารถว่าราชการได้
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ติดสุราขั้นร้ายแรง ทำให้พวกหัวเมืองมอญพากันเอาใจออกห่าง และเป็นกบฏขึ้นที่เมืองเมาะตะมะ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงให้บุเรงนองไปปราบเมืองเมาะตะมะ พอบุเรงนองออกจากเมืองหงสาวดีไปยังไม่ทันถึงเมืองเมาะตะมะ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ถูกจับปลงพระชนม์ ในกรณีการลอบปลงพระชนม์นี้ กล่าวกันว่าพวกมอญก็ได้ลวงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ไปลอบปลงพระชนม์แล้วยึดหงสาวดี
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันพุธที่ 1 พ.ค. ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2093) ด้วยพระชนมพรรษา 38 พรรษา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จไปคล้องช้างเผือกตามคำเพ็ดทูลของขุนนางมอญผู้หนึ่ง เพื่อล่อให้พระองค์เสด็จออกจากเมืองหลวงกรุงหงสาวดี เพื่อให้พระองค์ห่างไกลผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ด้วยการตัดพระศอ หลังจากสิ้นสงครามเสียสมเด็จพระสุริโยทัย เพียง 3 เดือน ซึ่งสมิงสอทุตเป็นขุนนางมอญและเป็นเจ้าเมืองซิตตวง เป็นหัวหน้าวางแผนการปลงพระชนม์ ทั้งยังได้รวบรวมสมัครพรรคพวกรักษาป้อมปราการที่เมืองของตนและประกาศตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าสมิง สกาวาว”
โดย วิกรม กรมดิษฐ์
คอลัมน์ ซีอีโอโลก
จาก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550