2010/Dec/26

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ที่ก่อให้เกิดความสว่างทางภูมิปัญญาแก่ผู้คนใน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนทิศทางของกระแสโลก และนักเขียนผู้มีฝีมือที่มากด้วยประสบการณ์เป็นที่ชื่นชอบของคนอ่าน ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในวัย 67 ปี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย และผู้ที่รู้จักมักคุ้นทั้งทางส่วนตัวและในทางผลงาน

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ปี 2486 เป็นบุตรสาวของ สมบูรณ์ และประทุม เหล่าวานิช ครอบครัวคหบดีแถวตรอกเวท ถนนสีลม จบการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ แล้วเข้าศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากนั้นก็ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเดียวกันนี้ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา และได้ประกาศนียบัตร Post Graduate Diplonna in International Relations, The Hague, The Netherlands

เข้ารับราชการในคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนเรื่องการเมืองและนโยบายต่างประเทศของยุโรป มาตั้งแต่ปี 2510 จนเวลาล่วงเลยมาถึง 37 ปีเศษ จึงเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปี 2546 รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีความกล้าหาญที่จะแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกับทุกคน มีอารมณ์ขันและมองคนในแง่ดี จึงเป็นที่รักและนับถือของบรรดาครูบาอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบรรดาลูกศิษย์ทุกรุ่น

นอกจากจะเป็นอาจารย์ผู้ประสาทความรู้ที่มีเมตตาแล้ว ความเป็นนักวิชาการ เป็นนักพูด เป็นนักประพันธ์ เป็นนักดนตรี และนักแสดงที่รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร จึงได้กลายเป็นนักให้ความรู้ความบันเทิง ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีงามแก่ผู้อื่นตลอดมา มีผลงานการวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องการต่างประเทศในรายการวิทยุโทรทัศน์ และงานประพันธ์ต่างๆ อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน เช่น จากดวงใจ บ่วงกรรม ดาวยังไม่อับแสง เทียนส่องแสง รัฐมนตรีหญิง บ้านรมนีย์ และเรื่องซึ่งบรรดาผู้ที่เป็นแม่มีความประทับใจไม่รู้ลืมคือเรื่อง “เมื่อแม่มีหนูพุก”

ความเป็นคนดีมีคุณธรรมในจิตใจ และมีความหนักแน่นมั่นคงในชีวิตซึ่งไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใด อีกทั้งยังตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาททำให้ รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร มีความงดงามทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และยามที่จากไป ดังจะได้เห็นจากบันทึกที่ได้ทำไว้เพื่อสั่งเสียผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างมี สติ และมีความเป็นตัวของตัวเอง อย่างมองโลกในแง่ดี ดังนี้

เมื่อชีวิตของฉันเดินทางมาถึงวันนี้ ฉันไม่มีความกลัวเรื่องความตายของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่สนใจว่าฉันจะตายเมื่อไร เหตุใดจึงตาย ตายแล้วจะไปไหน ฉันไม่สนใจใคร่รู้ทั้งนั้น รู้อยู่แต่ว่าฉันอยากใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ (อีกนานเท่าไรไม่ทราบ) ให้เป็นประโยชน์ที่สุด และอย่างมีความสุขที่สุด

การทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ที่สุด และมีความสุขที่สุดในทัศนะของฉัน น่าจะเป็นดังนี้คือ

1.ปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ให้ดีที่สุด สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด อย่างเต็มใจและอย่างสนุกที่สุด ภารกิจใดถ้าคิดว่าต้องฝืนใจทำ ทำแล้วไม่สนุก ทำแล้วเกิดความทุกข์ เกิดความกดดัน ทำให้เคร่งเครียด ฉันจะพยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด

ฉันมีวิธีเลือกภารกิจของฉันดังนี้คือ

1.1 ทำงานชนิดที่ชอบ ทำด้วยใจรัก ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข

1.2 ทำงานที่ให้ประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก

1.3 ทำงานที่ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินตรา หากฉันยังคงมีความต้องการด้านนี้

1.4 ทำงานที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น แม้จะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ก็ตาม (แต่ต้องไม่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม)

2. คบคนที่คบแล้วทำให้จิตใจสบาย ร่าเริง เบิกบาน เปิดสมองและโลกทัศน์ ฉันไม่กลัวว่าจะมีเพื่อนน้อย หากเพื่อนเพียง 2-2 คน ที่ฉันคบสนิทด้วยทำให้ฉันสบายใจ ผู้ใดที่ทำให้ฉันรกตาด้วยภาพ รกหูด้วยคำพูด รกใจด้วยเรื่องร้าย ฉันขออยู่ห่างที่สุด

3. สิ่งใดที่ฉันคิดว่าเป็นสิ่งดีที่ควรทำ ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป เช่น

3.1 เขียนจดหมายถึงเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน หรือติดต่อนัดพบกับเขา หากทำได้

3.2 ไปเยี่ยมผู้ใหญ่อันเป็นที่รักและเคารพ ซึ่งมิได้เยี่ยมเยือนมานานโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีใครเหลียวแล

3.3 อ่านหนังสือที่เคยคิดอยากอ่าน หรือหยิบมาเตรียมไว้ แต่ยังไม่เคยมีเวลาเปิดอ่าน

3.4 ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่เหมาะ เช่น สวนสาธารณะ หรือเดินชมกรุงเทพฯ ย่านที่ฉันเคยรู้จักและอยากกลับไปฟื้นความหลังอีก หรือย่านที่ไม่รู้จัก แต่อยากทำความรู้จักในฐานะที่ฉันเป็นชาวกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด

3.5 ส่งเงินหรือสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน โดยผ่านตัวแทนที่เชื่อใจได้ว่าจะนำความช่วยเหลือของฉันไปถึงตัวบุคคลที่ต้อง การ (หากให้โดยตรงไม่ได้)

3.6 อ่านหนังสือธรรมะ หรือฟังข้อคิดทางธรรมะเป็นประจำ และปฏิบัติตามนั้น จะเป็นธรรมะของศาสนาใดก็ได้ ธรรมะที่ช่วยแก้ปัญหา อ่าน/ฟังแล้วใจสบายนั้นคือธรรมะที่ถูกต้อง ธรรมะใดที่อ่าน/ฟังแล้วหนักใจ ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยโมหะ สร้างความแตกแยก นั่นมิใช่ธรรมะ

4. หากร่างกายและจิตใจของฉันอำนวย ฉันอยากมีอาชีพเป็นนักเขียนจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของฉัน ฉันอยากเขียนเรื่องทุกชนิดที่มีสื่อเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย บทความ เรื่องท่องเที่ยวจากประสบการณ์ คอลัมน์ประจำ บทวิจารณ์ หรือการตอบจดหมายแนะแนวทางแก้ไขปัญหาชีวิต รวมทั้งเรื่องธรรมะและการอบรมกล่อมเกลาจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์

5. ฉันจะรู้จักมี “มุมชีวิต” ของตัวเอง หมายความว่า ฉันจะต้องรู้ข้อจำกัดของบทบาทของฉันว่าควรยุ่งเกี่ยวกับชีวิตคนอื่นมากน้อย เพียงใด และควรพอใจบทบาทความเป็น “คนนอก” ของตัวเองเพียงใด ฉันจะต้องรู้ว่า ไม่ว่าฉันจะเป็นภรรยา หรือแม่ หรือพี่ หรือย่า หรือยาย ของผู้ใด ฉันย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของ คนเหล่านั้น หากฉันถูกขอคำปรึกษาหารือ ฉันจะให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ฉันจะไม่โกรธเคือง หรือเก็บเอามาเป็นอารมณ์ หากบุคคลเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำของฉัน ฉันจะมีแค่ หูเปิด ตายิ้ม ปากปิด ต่อพวกเขาเหล่านั้น

6. ฉันจะไม่ “แบกโลก” ฉันจะไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ ฉันจะไม่ทุกข์เกินขนาดที่ควรทุกข์ ฉันจะต้องเตือนใจตัวเองว่า

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขได้ เพราะหากฉันสามารถแก้ไขได้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เพราะต่อให้ฉันทุกข์จนหน้าไหม้ใจขมไปหมด ฉันก็ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ แล้วฉันจะปล่อยให้ความทุกข์มาครองใจฉันจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตของฉันด้วย ประโยชน์อันใด

7. ฉันจะไม่โกรธ ฉันจะไม่โมโห เพราะความโกรธคือความโง่ ความโมโหคือความบ้า ฉันจะไม่เตรียมตัวตายอย่างคนโง่และคนบ้า

ก่อนฉันจะตาย

1. หากฉันตายโดยกะทันหัน เช่นอุบัติเหตุใหญ่ หรือหัวใจวายเฉียบพลันก็แล้วไป โปรดจัดงานศพของฉันดังที่ฉันจะได้เขียนต่อไป

2. หากฉันเจ็บไข้ด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง หรือไม่รู้สึกตัว ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยสายระโยงระยาง และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ฉันขอร้องว่าอย่าเสียเวลาและเสียเงินเพื่อฉันมากมายอย่างนั้น ขอให้ใช้เวลารอดูอาการของฉันไม่เกิน 1 เดือน ต่อจากนั้นขอให้ยุติการต่อชีวิตฉันด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โปรดอนุญาตให้ฉันจากไปด้วยวิธีธรรมชาติที่สงบที่สุดเถิด

3. หากฉันมีโรคภัยชนิดที่ทำให้ต้องเจ็บปวดทุรนทุราย และร้องครวญคราง ขอให้บอกแพทย์ให้ใช้ยาระงับความเจ็บปวดแก่ฉัน ในอัตราที่ฉันจะสงบทั้งความเจ็บปวดและเสียงครวญครางของฉันได้อย่างราบคาบ แม้ว่าวิธีนั้นจะทำให้ฉันตายเร็วขึ้น ก็ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าชีวิตของฉันที่ผ่านมา ฉันใช้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชีวิตมนุษย์รอบตัวฉันมากพอที่ฉันไม่ควรจะ ต้องได้รับความทรมานในบั้นปลายของชีวิตเช่นนั้น

4. ก่อนฉันตาย ฉันอยากเห็นหน้าญาติมิตรและเพื่อนรักของฉัน และเพื่อนที่รักฉัน แต่ถ้าการมาหาฉันทำให้พวกเขาเสียเวลา หรือไม่สบายใจที่ต้องมาเห็นฉันในสภาพที่ผิดไปจากคนเดิมที่พวกเขาเคยเห็น เขาจึงไม่มาหาฉัน ฉันก็จะไม่โกรธ ไม่น้อยใจ จะไม่บ่นว่าอย่างใดเลย ในสภาพและวาระสุดท้ายเช่นนั้นฉันจะต้องรู้จักให้อภัย และมีความเข้าใจต่อทุกสิ่งที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเกิดมาจาก “เหตุ” อันมี “ตรรกะที่เข้าใจได้” ทั้งสิ้น

ท้ายที่สุดนี้ ฉันขอให้ทุกคนที่เคยโกรธฉัน หรือไม่พอใจฉันด้วยเรื่องอะไรก็ตาม จงอโหสิให้แก่ฉัน และขอให้เข้าใจว่าฉันไม่เคยตั้งใจหรือวางแผน ทำให้ผู้ใดโกรธ หรือเสียใจ หรือน้อยใจเลย หากสิ่งนั้นเกิดแก่ผู้ใดอันเนื่องมาจากฉัน ขอได้โปรดรับทราบว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดจากความโง่เขลาของฉันโดยแท้จริง ที่ทำให้ฉันตาบอดและใจบอด จนไม่สามารถมองเห็นและหยั่งไม่ถึงความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น ขออโหสิแก่ฉันด้วยเถิด...

คำสุดท้ายที่ฉันอยากจะบอกแก่ใครๆ ก็คือ ขอให้ทุกท่านจงมีชีวิตที่ตั้งอยู่ใน “ธรรมะ” ไม่ว่าจะเป็นของศาสนาใด หรือธรรมะจากธรรมชาติของโลกการเข้าถึงธรรมะได้อย่างแท้จริง คือการปฏิบัติตามธรรม จนธรรมะนั้นเกิดผลตรงตามเจตนารมณ์ของธรรมะนั้นๆ ธรรมะทำให้จิตเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศลแล้ว เราจะมีความสุข และจะรู้จักแผ่สุขให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

ฉันดีใจที่ได้เกิดมา และได้รู้จักท่านทุกคน

ขอขอบใจทุกท่านที่ยินดีเป็นเพื่อนของฉัน และช่วยเหลือเกื้อกูลฉัน

ขอขอบพระคุณท่านที่เคยมีบุญคุณแก่ฉัน

ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับท่านที่คิดว่าเป็นเพื่อนกับฉันแล้วท่านสนุก และได้รับประโยชน์จากการพบปะ พูดคุย หรือปรึกษาหารือกับฉัน

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านทุกคน

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เป็นครูบาอาจารย์เป็นนักวิชาการที่ให้สิ่งดีงามกับผู้คนมาทั้งชีวิต แม้ในยามที่จากไปก็ยังคงหลงเหลือความงดงามให้ผู้คนได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงคำว่า Beautiful End อย่างลึกซึ้งด้วย

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
26 ธันวาคม 2553 

edit @ 26 Dec 2010 18:43:51 by toodcheefha

2010/Dec/18

คนไทยรู้จักปลา Salmon (อ่านว่า แซม-มอน ไม่ใช่ แซล-มอน) มากขึ้นเช่นเดียวกับชาวโลกเพราะบริโภคมากขึ้นเป็นลำดับทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ดี มีหลายสิ่งเกี่ยวกับปลาพันธุ์นี้ที่เรารู้จักกันไม่มากนัก

Salmon เป็นชื่อสามัญใช้เรียกปลาหลายสปีชี่ซึ่งอยู่ในตระกูล Salmonidae บางสปีชี่ในตระกูลนี้เรียกว่าปลา Trout สิ่งที่แตกต่างระหว่าง Salmon และ Trout ก็คือ Salmon อพยพเคลื่อนย้ายแหล่งหากินในขณะที่ Trout อยู่ในถิ่นของมัน

Salmon อาศัยอยู่ในชายฝั่งทะเลทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก และส่วนหนึ่งอยู่ในทะเลสาบหลายแห่งของอเมริกาเหนือ ลักษณะพิเศษของ Salmon ก็คือจะเกิดในน้ำจืด อพยพไปยังมหาสมุทร (น้ำเค็ม) และกลับมายังถิ่นเก่าซึ่งเป็นน้ำจืดเพื่อผลิตลูกหลานและก็ตาย อย่างไรก็ดีมี Salmon หลายพันธุ์ที่อยู่อาศัยในน้ำจืดตลอดชีวิต

มนุษย์ เชื่อกันมานานว่า Salmon จะว่ายน้ำกลับมายังจุดที่มันเกิดเพื่อผสมพันธุ์ ไม่ว่าจะจากไปหากินที่ใดก็ตาม งานศึกษาการย้ายถิ่นของปลา Salmon พบว่าความเชื่อนี้เป็นความจริงอย่างน่าอัศจรรย์ Salmon กลับมาที่เก่าอย่างถูกต้องโดยอาศัยความจำเรื่องกลิ่นของถิ่นในตอนที่มันเกิด (นกพิราบก็อัศจรรย์เช่นกันสามารถบินกลับมากรงของมันเองได้ถึงแม้จะนำไปปล่อย ในที่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม)

ปัจจุบันมนุษย์ ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลา Salmon จนมีผลิตผลออกมาสู่ตลาดในปริมาณกว่า 2 ล้านตันต่อปี รวมกันแล้วปีหนึ่งทั้งโลกมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

การเลี้ยงปลา Salmon ในฟาร์มในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 8.8 ต่อปี จนปัจจุบันมีผลผลิตเป็นหนึ่งในสามของผลผลิตอาหารจากทะเลของทั้งโลก

การ เลี้ยงปลา Salmon ของโลกเริ่มจาก 500 ตัน ในปี 1970 จนเพิ่มเป็น 1.3 ล้านตัน ในปี 2005 และคาดว่าถึงกว่า 2 ล้านตัน ในปัจจุบัน ในปี 1998 ผลผลิตของ Salmon จากฟาร์มแซงหน้าผลผลิต Salmon ที่จับจากทะเลเป็นครั้งแรก

ยักษ์ ใหญ่ของวงการเลี้ยงปลา Salmon คือ นอร์เวย์ และชิลี รองมาไกลๆ คือ อังกฤษ และแคนาดา (นอร์เวย์และชิลีรวมกันผลิตกว่าร้อยละ 75 อังกฤษและแคนาดารวมกันมีสัดส่วนร้อยละ 15 และอื่นๆ ร้อยละ 10)

นอร์เวย์ นั้นเป็นผู้ริเริ่มการเลี้ยงปลา Salmonในปี ค.ศ.1984 เพื่อสร้างผลผลิตเพิ่มเติมจากปลาธรรมชาติที่จับจากทั้งสองฝั่งมหาสมุทร ชิลีเพิ่งเริ่มต้นเลี้ยงเมื่อต้นทศวรรษ 1990 และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วคู่กับนอร์เวย์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาตลอดและ ปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

ชิลีเป็นประเทศที่ผล ผลิตของปลาเลี้ยง Salmon ขยายตัวรวดเร็วที่สุดโดยไม่มีการจับปลา Salmon จากมหาสมุทรเลยเนื่องจากไม่มีปลาในบริเวณนั้น ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งไปตลาดอเมริกาใต้และ EU

ไม่น่าเชื่อว่าจากการ เป็นประเทศที่ไม่มีปลา Salmon สักตัวในปี 1990 แต่ภายในเวลา 20 ปี ชิลีสามารถกลายเป็นผู้ผลิตปลา Salmon เลี้ยงรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยผลิตกว่าปีละ 7 แสนตัน

จุดแข็งของชิลีคือมีฝั่งทะเลที่ ยาวถึง 4,300 กิโลเมตร มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีแรงงานที่ถูก จึงทำให้เป็นประเทศในกลุ่มผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ชิลีมีประชากรเพียง 17 ล้านคน ในพื้นที่ 7.5 แสนตารางกิโลเมตร (ไทยมีพื้นที่ประมาณ 5 แสนตารางกิโลเมตร) ประมาณร้อยละ 53 สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวยุโรป และอีกร้อยละ 44 เป็น Mestizos (หรือลูกผสมคนยุโรป) ซึ่งต่างจากหลายประเทศในอเมริกาใต้ เช่น เปรู ที่มีคนพื้นเมืองอินเดียนแดงอยู่เป็นสัดส่วนที่สูงกว่า

การมีนโยบาย เศรษฐกิจที่เปิดกว้างในด้านการค้าการลงทุนมายาวนานกว่า 30 ปี ตลอดจนมีนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม ไม่มีเงินเฟ้อรุนแรง ทำให้ชิลีได้กลายเป็นประเทศหนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นที่ กล่าวขวัญในโลก ปัจจุบันชิลีมีรายได้ที่เป็นตัวเงินต่อหัวต่อคนต่อปีสูงสุดในอเมริกาใต้

การ เลี้ยงปลา Salmon การผลิตเหล้าไวน์ (ผู้ค้าออกอันดับ 5 ของโลก และผู้ผลิตอันดับ 8 ของโลก) การผลิตทองแดง การท่องเที่ยว ฯลฯ เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จที่ได้มาด้วยการเป็นเศรษฐกิจเปิด และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยทุกรัฐบาล

การบริโภคปลา Salmon ทางอ้อม กล่าวคือนำปลา Salmon ไปผลิตน้ำมันปลา (fish oil) ซึ่งมีกรดไขมัน Omega-3 และวิตามิน D สูงเป็นพิเศษ ทำให้การผลิตปลาเลี้ยงพุ่งสูงขึ้น ถึงแม้ว่าปลาธรรมชาติจะมีกรดไขมันนี้มากกว่าก็ตามที แต่ราคาที่สูงกว่าของปลาธรรมชาติทำให้ปลาเลี้ยงกลายเป็นวัตถุดิบของการผลิต Omega-3

อย่างไรก็ดี มีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับ Salmon เลี้ยงที่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคปลาในบางครั้งและการใส่สาร astaxanthin และ canthaxanthin เพื่อให้ปลามีเนื้อสีเหลืองสวย (คนไม่นิยมปลา Salmon เนื้อสีขาว) ตลอดจนการที่ปลาเลี้ยงอาจมีสาร Dioxins และ PCB

งานศึกษาในปี 2000 ตีพิมพ์เป็นบทความใน The Journal of The American Medical Association ชี้ว่าการบริโภคปลาเลี้ยง Salmon ซึ่งอุดมด้วย Omega-3 ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมนุษย์อย่างคุ้มกับความเสี่ยงจากพิษของสารเคมี เหล่านี้

ในทุกสปีชี่ของปลา Salmon ในฝั่งมหาสมุทรปาซิฟิกจะตายหลังจากวางไข่ใน 2-3 วัน หรือเร็วกว่าหนึ่งอาทิตย์ ส่วนปลาในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก มีสัดส่วนเล็กน้อยของปลาที่ไม่ตายหลังจากวางไข่แล้ว และกลับมาวางไข่ได้อีกครั้ง

ถ้าอยากรู้ว่าปลา Salmon ที่จะซื้อนั้นจับมาจากมหาสมุทรจริงตามที่โฆษณาหรือไม่ ให้ดูว่าเป็นปลาที่อยู่ในสปิชี่ของฝั่งมหาสมุทรใด หากเป็นฝั่งแปซิฟิกก็พอเป็นไปได้เพราะกว่าร้อยละ 80 เป็นปลาจากการจับ หากเป็นฝั่งแอตแลนติกละก็ถูกหลอกแน่เพราะกว่าร้อยละ 99 เป็นปลาที่มาจากฟาร์ม

ใครที่จากบ้านมาแล้วไม่เคยกลับไปบ้านเลยเพื่อ เยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงหรือไม่เคยช่วยเหลือบ้านเก่าจากระยะทางไกลเลยก็ต้องคิดแล้ว

เพราะ แม้แต่ปลา Salmon ยังว่ายน้ำอย่างบากบั่นหลังจากลาจากไป 4-5 ปี กลับไปบ้านเก่าเพื่อผสมพันธุ์สืบสานลูกหลานให้ธรรมชาติ แล้วก็ตายจากไป

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
หนังสือพิมพ์มติชน
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

edit @ 26 Dec 2010 18:47:39 by toodcheefha

2009/Oct/16

 


    

จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มกลุ่มประเทศในมหาสมุทรอินเดีย

รวมทั้งหลายจังหวัดในแถบอันดามันของบ้านเรา ทำให้แทบไม่มีใครไม่รู้จักคลื่นยักษ์ที่มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นอันไม่คุ้นเคยนี้อีกแล้ว

คลื่นสึนามิ เป็นกลุ่มคลื่นขนาดยักษ์ ในภาษาอังกฤษเรียกแบบเห็นภาพว่า a tsunami wave train (ขบวนคลื่นยักษ์) ซึ่งจะเกิดเฉพาะในแหล่งน้ำขนาดใหญ่มากๆ อย่างมหาสมุทรเท่านั้น

สึนามิ ในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวว่า คลื่นหลบซ่อน เกิดขึ้นบ่อยมากที่ญี่ปุ่น นับจากครั้งแรกจนถึงตอนนี้ก็เคยเกิดมาแล้วราวๆ 195 ครั้ง ด้วยความที่มีพื้นที่เป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรใหญ่

สึนามิมีอำนาจทำลายล้างสูง สามารถสร้างความเสียหายให้พื้นที่ชายฝั่งได้เป็นวงกว้าง และไม่แปลกที่จะมีคนเสียชีวิตจากเหตุสึนามิเป็นจำนวนมหาศาล เนื่องเพราะคลื่นดังกล่าวมีความเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะวิ่งหนีได้ทัน

แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรืออะไรก็ตามที่เป็นการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงใต้น้ำ แม้แต่การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก็สามารถจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้ทั้งนั้น

ตูซีดีเดส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก เป็นคนแรกที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงใต้น้ำกับ การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ แม้กระนั้น ในศตวรรษที่ 20 คนเราก็ยังรู้เบื้องหลังเบื้องลึกเกี่ยวกับสึนามิน้อยมาก โดยนักธรณีวิทยาและนักสมุทรศาสตร์ ก็เพียงให้นิยามไว้ว่า สึนามิ คือคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้น้ำเท่านั้น

คลื่นยักษ์สึนามิ ไม่ใช่นานๆ เกิดทีอย่างที่เข้าใจ หรือดังคำที่นำมาพยายามปลอบขวัญกันหลังจากที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2004 ที่จังหวัดแถบอันดามัน

เมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา เกิดสึนามิอย่างน้อย 25 ครั้งทั่วโลก ส่วนใหญ่เกิดแถบพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น

สึนามิครั้งแรกที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ (หนังสือของตูซีดีเดส) บอกว่าต้องย้อนไปในปี 426 ก่อนคริสตกาล ในเพโลโพนิเชีย

ขณะที่นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน อัมมิอานุส มาร์เชลลินุส ก็เคยบันทึกเหตุการณ์ก่อนเกิดคลื่นยักษ์ว่า มีแผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในปีค.ศ. 365 ก่อนคลื่นยักษ์จะตามมากลืนเมืองอเล็กซานเดรียให้กลายเป็นอดีตไป หลังจากนั้นก็มีสึนามิเกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง

สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ปี 2004 ขึ้นชื่อว่าเป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ โดยมีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้นมากกว่า 3 แสนราย ไม่รวมคนที่สูญหายไปรวมกันแล้วนับล้านคน

หลังมหันตภัยครั้งใหญ่ปี 2004 ที่มหาสมุทรอินเดีย นักอุตุนิยมวิทยาแห่งศตวรรษที่ 21 ต่างก็เริ่มตื่นตัวกับเหตุคลื่นยักษ์ กระทั่งเริ่มมีหน่วยงานอุตุนิยมทางด้านสึนามิโดยเฉพาะขึ้นมา และนับรวมเอาความแปรปรวนทางอากาศที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์อย่าง สตอร์ม เซิร์จ รวมเข้าไปในหน่วยงานนี้ด้วย หลังจากเกิดเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มเมียนมาร์ในปี 2008

นักธรณีวิทยาและนักอุตุนิยมสึนามิเชื่อตรงกันว่า ความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์อาจจะถูกลบสถิติได้ในอนาคต ศาสตราจารย์กอสตาส ซีโนลาคิส แห่งศูนย์วิจัยสึนามิ เซาท์แคลิฟอร์เนีย เขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารทางธรณีวิทยาหลายสำนัก บอกว่า มีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุสึนามิที่รุนแรงกว่าปี 2004 ได้อีก

โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงอย่าง มาดากัสการ์ สิงคโปร์ โซมาเลีย ออสเตรเลียตะวันตก และอีกหลายๆ แห่ง

 

 

โดย เคอร์มิท
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552