2008/Aug/09

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว มียอดที่อายัดไว้จริงเป็นเงิน 6.85 หมื่นล้านบาท จาก 16 บัญชี ส่วนที่เหลือมีการ ปล่อยทรัพย์สินคืนไปบางส่วน

 

ทรัพย์สินที่ คตส.สั่งอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว มีดังนี้

 

1.บัญชีธนาคารกสิกรไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 36 ล้านบาท

 

2.บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำนวน 18,156 ล้านบาท ของ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร นางบุษบา ดามาพงศ์ และบริษัทเอกชนอื่น

 

3.บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและบริษัทเอกชนบางส่วน

 

4.บัญชีธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน

 

5.บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท ของ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรณพจน์ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ และบริษัทเอกชนต่างๆ

 

6.บัญชีธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์และบริษัทเอกชน

 

7.บัญชีธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

 

8.บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 500 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 

9.บัญชีธนาคารยูโอบี รัตนสิน 492 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์

 

10.บัญชีธนาคารออมสิน 15,748 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 

11.บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท ของกลุ่มบริษัทเอกชน

 

12.บัญชีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 

13.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย 208 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์

 

14.บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท ของนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาและนายบรรณพจน์

 

15.บลจ.แอสเสท พลัส 172 ล้านบาท ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

 

16.บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2,722 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์ นอกจากนี้ยังมีที่ดิน 2 แปลง ที่ จ.นครราชสีมา ของนายพานทองแท้ จำนวน 27 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่ คตส.จะหมดวาระ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถาบันการเงินที่ดูแลทรัพย์สิน ดังกล่าวว่า คำสั่งอายัดทรัพย์ของ คตส.ยังมีผลต่อไป แม้ว่า คตส.จะหมดอายุ หากมีการเปลี่ยนแปลง ขอให้ประสานงาน ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากสถาบันการเงินใดละเว้นการปฏิบัติตาม คำสั่งดังกล่าวจะมีความผิด

 

(จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4024 (3224)

2008/Aug/09

 

เวลามีข่าวคราวเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นหรือโกงภาษีของตรกูลชินวัตร มักจะมีชื่อของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เคียงคู่กับข่าวคราวเหล่านี้ประจำ

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ศาสลอาญาชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา ให้จำคุก นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำเลยที่ 1 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 คนละ 3 ปี และจำคุก นางกาญจนาภา หงษ์เหิน หรือหงส์เหิน จำเลยที่ 3 เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงอ้อ จำนวน 2 ปี ในข้อหาร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการโอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้เป็นเพราะนางกาญจนาภา มีตำแหน่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ขณะที่ นางกมลวัน โชติกะพุกกะณะ เป็นเลขานุการส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้มีหน้าที่รวบรวมรายละเอียดของทรัพย์สินและหนี้สินของนายผู้ชายยื่นต่อ ป.ป.ช.)

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานางกาญจนาภาได้รับความไว้วางใจจากคุณหญิงพจมานให้ดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารกฎหมายต่างๆ รวมทั้งเกี่ยวกับการโอน และซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด สนามกอล์ฟอัลไพน์ ในส่วนของคุณหญิงพจมาน พ.ต.ท .ดร.ทักษิณ  นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นต้น

นางกาญจนาภา ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นกรรมการบริหาร ของหลายบริษัท ในเครือชินคอร์ป เช่น เอสซี ออฟฟิซ พาร์ค ซึ่งดูแลบริหาร อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1,2 

สำหรับสามีของนางกาญจนาภา ตือ นายวันชัย หงษ์เหิน ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับธุกริจตระกูลชินวัตร เพราะนายวันชัยเป็นเจ้าหน้าที่ห้องค้าหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนดำเนินการซื้อขายหุ้น ของตระกูลชินวัตร โดยช่วงคดีปมซุกหุ้นเมื่อปี 2543-2544 นายวันชัยมีความเกี่ยวกันพันกับคดีนี้เพราะทำงานเป็นพนักงานเทรดเดอร์ เคาะกระดานหุ้น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ นั่นเอง

โดยนางกาญจนาภาอยู่ในฐานะพยานปากสำคัญของตระกูลชินวัตร

คุณหญิงพจมานยังเคยให้การต่อศาลว่า สาเหตุที่ใช้ชื่อคนอื่นไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะต้องการช่วยเหลือ นายวันชัยให้มีผลงาน

ช่วงคดีซุกหุ้นครั้งแรก นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ก็ทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินของคุณหญิงอ้อ ซึ่ง 7 ปีที่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานอ้างว่า การไม่ยื่นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของคนรับใช้ เกิดจากความบกพร่องโดยสุจริต เพราะเลขานุการเป็นคนรวบรวม 

ในช่วงแห่งการต่อสู้คดีซุกหุ้น 2 นางกาญจนาภาอ้างว่า ได้กรอกรายการทรัพย์สินเฉพาะของ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน น.ส.พินทองทา และ น.ส.แพรทองธาร เท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าทรัพย์สินของนายที่ไปซุกอยู่ที่คนอื่นต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. 

ทั้งยังให้การว่า เสียใจที่ความไม่รอบคอบของตนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานได้รับความเดือดร้อน

สำหรับคดีซุกหุ้นครั้งที่ 2 หลังประเทศไทยเกิดรับประหารเมืองวันที่ 19 กันยายน 2549 นางกาญจนาภาโดน คตส.เรียกไปสอบปากคำหลายนัด ทั้งยังต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับนายใหญ่และนายหญิงในคดีอาญา

จนสุดท้ายก็ต้องโดนศาลอาญาสั่งจำคุก 2 ปีในที่สุด 

เวงกำ

edit @ 9 Aug 2008 18:57:34 by toodcheefha

2007/Nov/04

ช่วงนี้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับพม่าเพื่อนบ้านของเราเป็นพิเศษ เพราะในโลกเราทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงจนถึงขั้นที่ก่อตัวเป็นสงคราม การประท้วงรัฐบาลพม่าโดยการนำของพระสงฆ์จนเป็นเหตุให้มีการนองเลือดรวมถึงการเสียชีวิตของนักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ทำให้นานาชาติหันมาสนใจกับรัฐบาลพม่าอย่างจริงจัง หลังจากที่นางอองซานซูจีถูกควบคุมตัวให้อยู่ในบ้านมานาน กว่า 10 ปีแล้ว องค์กรสหประชาชาติจึงเพิ่มการ กดดันด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมมองว่าพม่าจะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกภายในไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้

ในฐานะที่ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่มีบทบาทและใกล้ชิดที่สุดของพม่า ผมขอนำเรื่องอดีตเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้วที่เกิดขึ้นครั้งแรกระหว่างไทยกับพม่าที่มีกษัตริย์องค์แรกของพม่าที่มีพระปรีชาสามารถขยายอาณาจักรเข้ามาประชิดดินแดนของอยุธยาได้เป็นครั้งแรก และถือเป็นการสร้างฐานให้กษัตริย์องค์ต่อมาสามารถยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาถึง 2 ครั้ง จนทำให้ไทยกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่าไปจนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกว่าไทยต้องเสียเอกราชให้ต่างชาติเป็นครั้งแรกและเป็นประเทศเดียว ผมรู้สึกได้ว่าหากมีการพูดถึงพม่าที่เคยเข้ามายึดกรุงเก่าของเรากับคนไทยด้วยกันเมื่อใด คนไทยเราก็ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างที่ฝังลึกอยู่กับคนพม่า


เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ เราต้องยอมรับว่าในอดีตนั้นพม่ามีความยิ่งใหญ่ ผมไปพม่ามาหลายครั้งได้พบเห็นสิ่งต่างๆ ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของพม่าว่าเขามีความสามารถมาก มิฉะนั้นคงไม่สามารถเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาของเราได้ วันนี้ผมก็ยังพบเห็นชาวพม่าที่มีความรู้ความสามารถหลายคน เพียงแต่พวกเขาไม่มีเวทีให้แสดงเท่านั้นเอง ผมมองว่าถ้าคนไทยมีความเข้าใจต่อพม่าอย่างถูกต้องและปรับตัวให้เข้ากับพม่าในปัจจุบันเพื่อก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างเหมาะสม พม่าจะเป็นประเทศที่เป็นขุมทรัพย์ทางทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตอย่างมาก ซึ่งสามารถเอื้อเฟื้อกันได้อย่างแน่นอน


ผมคิดว่าเราควรลืมอดีตความขัดแย้งระหว่างไทยกับพม่า การรบแพ้–ชนะ มามองเพื่ออนาคต เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะช่วยสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับคนทั้งสองชาติ ไทยก็จะมีแต่ได้ไม่มีเสีย วันนี้คนพม่าโดยทั่วไปต่างยอมรับความจริงว่าเขายังล้าหลังอยู่มาก เขายินดีที่จะทำมาหากินกับเรา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจีนได้เข้าไปมีบทบาทในพม่าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มองไปทางไหนจะเห็นแต่สินค้าจีนเต็มไปหมด แตกต่างกับแต่ก่อนที่มีสินค้าไทยอยู่ทั่วทุกแห่ง ส่วนสำคัญเป็นเพราะสินค้าจีนนั้นมีราคาถูก คุณภาพเหมาะสม ด้านนักธุรกิจพ่อค้าชาวไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการค้าขายในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว เท่าที่ควร นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทั้งที่ธุรกิจชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีมูลค่าถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ เรายังมีพื้นที่ที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมายมหาศาล ผมมองว่าพม่าจะเป็นคู่ค่าที่สำคัญที่มีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้อีกมาก การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของผู้นำพม่าคงจะมีส่วนช่วยทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีของชนทั้งสองชาติกระชับแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้น


พม่าและไทยมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เป็นเรื่องปกติธรรมดาของยุคโบราณที่อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนแถบนี้ต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่เหนืออาณาจักรอื่นๆ เพื่อแสดงแสนยานุภาพความเกรียงไกรให้แก่อาณาจักรของตน ประวัติศาสตร์พม่าแบ่งเป็น 3 ยุค คือยุคโบราณ ยุคอาณานิคมอังกฤษ และยุคเอกราช ในยุคโบราณนั้นเป็นยุคที่พม่ามีกษัตริย์ปกครอง แบ่งได้เป็น 3 ราชวงศ์ คือราชวงศ์พุกาม ราชวงศ์ตองอู และราชวงศ์คองบอง (บางทีก็เรียกว่าราชวงศ์อลองพญา) ซึ่งในสมัยของราชวงศ์ตองอูนั้น พม่ามีกษัตริย์ยอดนักรบผู้มีพระปรีชา แม้กระทั่งในพงศาวดารไทยก็ยังยกย่อง อย่างเช่นพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนองผู้ชนะ สิบทิศ พระเจ้าบุเรงนองเคยเป็นทั้งแม่ทัพคนสำคัญและพระเทวันหรือพี่เขยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง แต่พระองค์ทรงติดน้ำจัณฑ์ ท้ายที่สุดพระองค์ถูกจับปลงพระชนม์ อีกหลายปีต่อมา พระเจ้าบุเรงนองเลยได้ครองอำนาจสืบต่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่มีพระราชประวัติอันพิสดารน่าสนใจ


พระเจ้ามินจินโย ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ตองอูทรงเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่สร้างความเป็นปึกแผ่นและขยายอำนาจให้กับเมืองตองอู ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้สามารถขยายอำนาจในกาลต่อมา ก่อนหน้าที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ ตองอูเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ขนาบด้วยเมืองที่เข้มแข็งและใหญ่กว่า เมื่อพระองค์เถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้วกษัตริย์ของเมืองต่างๆ ต่างหันมา สวามิภักดิ์กับเมืองตองอู

 


พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ประสูติเมื่อ พ.ค. พ.ศ. 2055 ที่เมืองตองอู พระองค์มีพระพี่นางต่างชนนีอยู่พระองค์หนึ่ง คือ ตะเกงจี หรือที่คนไทยเรารู้จักกันดีในพระนามพระนางจันทรา ซึ่งภายหลังจะได้อภิเษกสมรสกับบุเรงนอง เมื่อประสูติได้เพียง 7 ราตรี พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ ส่วนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นั้นเป็นราชโอรสในองค์ราชเทวี และเนื่องจากเป็นราชโอรสองค์เดียวของพระเจ้ามินจินโยจึงได้เป็น ผู้สืบราชสมบัติต่อไปในภายภาคหน้า


เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เจริญพรรษาขึ้นราว 15 ชันษา พระองค์ทรงต้องกระทำพิธีเจาะพระกรรณ (เจาะหู) โดยเลือกที่จะทำพิธีที่พระเจดีย์ชเวมอดอ (หรือพระธาตุมุเตา) กลางเมืองหงสาวดีของมอญ โดยมีทหารคุ้มกันไปเพียงแค่ 500 นาย พร้อมด้วย “เชงเยทุต” (จะเด็ด) ติดตามไป เมื่อฝ่ายมอญทราบจึงส่งทหารมอญเข้ามาปิดล้อม แต่พระองค์ก็ทรงทำพิธีต่อไปโดยไม่ทรงหวาดหวั่นต่อทหารมอญนับพันนับหมื่นที่ล้อมอยู่ สามารถตีฝ่าวงล้อมเพื่อกลับเมืองตองอูได้ เมื่อพระเจ้ามินจินโยเสด็จสวรรคต ตะเบง ยเวที (เป็นพระนามของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ก่อนขึ้นครองราชย์) ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ตองอูด้วยพระชนมพรรษา 19 พรรษา ชื่อ “ตะเบงชเวตี้” ที่ปรากฏในหลักฐานไทยเป็นชื่อที่สอดคล้องตรงกับชื่อ “ตะเบงยเวที” ในภาษาพม่า คำว่า “ตะเบง” แปลว่า เอก หรือ หนึ่ง ส่วนคำว่า “ยเวที” แปลว่า ฉัตรทอง พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงมีอุปนิสัยกล้าหาญ พอพระหฤทัยในการทำสงคราม และเสด็จขึ้นครองราชย์ในช่วงที่เมืองตองอูมีขุนนางมีฝีมือ และมีกำลังทหารที่พร้อมรบมากมาย พระองค์ทรงมีมเหสี 2 พระองค์ นามว่า เคงเมียด และเคงโซโบ พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจมาก เพราะตลอดรัชกาลนั้นพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ พระองค์ได้ทำการสงครามแผ่ขยายอาณาจักรตองอูไปตามหัวเมืองต่างๆ เช่น ยะไข่ พะสิม หงสาวดี แปร และเมาะตะมะ เป็นต้น โดยเฉพาะการได้ชัยชนะเหนือหงสาวดี โดยนับว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่สามารถเอาชนะหงสาวดี ซึ่งในอดีตนั้นกรุงหงสาวดีเป็นเมืองหลวงของชนชาติมอญ อันเป็นคู่ปรับสำคัญของชาวพม่าในอดีต และทำให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาที่หงสาวดี


พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงมีความพยายามที่จะสร้างความกลมเกลียวระหว่างมอญกับพม่า จึงมีการย้ายราชธานีจากตองอูไปยังหงสาวดีอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีทางออกสู่ทะเล และสามารถค้าขายกับต่างประเทศได้สะดวก ตลอดจนเป็นการแสดงชัยชนะของกองทัพพม่าเหนือกองทัพมอญ และเป็นการแสดงว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยบารมีทางการเมือง เนื่องจากได้ครอบครองแผ่นดินรามัญเทศะในเขตพม่าตอนล่าง


เมื่อมีการย้ายเมืองหลวง พม่ายังได้รับธรรมเนียมมอญมาปฏิบัติ อาทิ การตัดทรงผมและพิธีราชาภิเษกอย่างมอญ อีกทั้งมีการแต่งตั้งเจ้านายฝ่ายมอญให้รับตำแหน่งและเครื่องยศอย่างเหมาะสม และการที่พระองค์ย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงหงสาวดีทำให้พระองค์มีพระนามที่เรียกขานกันอีกว่า “พระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันในตอนแรกว่าพระองค์เป็นมอญ มิใช่พม่า


หลังจากที่ตีกรุงหงสาวดีได้แล้ว พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ได้เข้าตีเมืองแปร แต่ครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะกองทัพไทใหญ่จากกรุงอังวะยกทัพมาช่วย บุเรงนองยกออกไปรับและตีไทใหญ่แตกพ่ายไป จนหน้าฝนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงสั่งให้ทหารทำนา และเกณฑ์ทหารเพิ่มจากเมืองมอญ แม้ว่าเจ้าเมืองแปรจะรวมกำลังกับยะไข่และอังวะต้านทานทัพจากพระเจ้า ตะเบ็งชะเวตี้ก็ตาม สุดท้ายเมืองแปรก็แตก


จากเหตุการณ์นี้ทำให้กษัตริย์อังวะทรงกังวลเมื่อเห็นตองอูมีกำลังแกร่งกล้าขึ้นมา พระองค์จึงร่วมมือกับพวกฉาน เพื่อตีเอาเมืองแปรคืนกลับมา แต่กระนั้นด้วยความจัดเจนในกลศึกของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และขุนศึกทำให้แผนการของกษัตริย์อังวะและพวกฉานล้มเหลว จากนั้นพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงทวนลำน้ำอิระวดีไล่ตีต่อไปจนถึงซะลีงและพุกาม หลังจากตีเมืองต่างๆ ได้แล้ว เมืองต่อไปที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพไปตีคือเมืองเมาะตะมะ แต่กว่าจะตีเมืองเมาะตะมะได้ก็ล่วงไปถึงปี พ.ศ. 2084 พระองค์ต้องใช้กลยุทธ์การปิดล้อมเมืองนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เกิดความอดอยาก และการที่พระองค์ได้รับความช่วยเหลือจากสมิงพยุขุนนางมอญที่เชี่ยวชาญการรบทางน้ำที่สวามิภักดิ์กับพระองค์จนทำให้ตีเมืองเมาะตะมะได้ และเมื่อเมาะตะมะปราชัยให้แก่กษัตริย์ตองอู ทำให้เจ้าเมืองหัวเมืองมอญอื่นๆ ยอมศิโรราบภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้


การศึกกับอยุธยา เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ พระองค์ก็ได้ยกทัพมาตีดินแดนของอยุธยาเป็นครั้งแรกเมื่อปีจอ พ.ศ. 2081 ศึกครั้งนั้นเรียกว่าศึกเชียงกราน เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเมาะตะมะ


เนื่องจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่ทำสงครามกับอยุธยา คือศึกเชียงกราน โดยทรงยกทัพผ่านทางเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี และเดินทัพเข้ามาประชิดกำแพงเมืองอยุธยา พระองค์รับสั่งให้เจ้าเมืองเมาะตะมะให้เกณฑ์ทหารมอญและตะนาวศรีเพื่อยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา


สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะเสด็จยกพยุหโยธาออกไปดูกำลังศึกที่ทุ่งภูเขาทอง เสด็จทรงช้างต้นพลายแก้วจักรพรรดิ พระสุริโยทัยเอกอัครราชมเหสีก็โดยเสด็จด้วย พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงทราบว่า กองทัพไทยยกขบวนออกมาจากพระนครมาเผชิญศึกด้วย ก็ทรงแบ่งทัพออกเป็น 3 ทัพ ให้พระเจ้าแปรคุมทัพกองกลางเป็นทัพหน้าทำหน้าที่ออกรบ พระมหาอุปราชคุมปีกซ้าย ทำหน้าที่เป็นกองซุ่ม ส่วนพระองค์เองคุมปีกขวา ตั้งกองทัพหลวงอยู่เบื้องหลัง


สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงยกทัพออกไปพร้อมพระราชโอรสสองพระองค์ และสมเด็จพระสุริโยทัยเสด็จออกไปด้วยโดยทรงแต่งกายเป็นชาย ในการรบสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเสียที ช้างพระที่นั่งหันหลังหนี พระเจ้าแปรจึงขับช้างไล่ฟันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยเห็นพระราชสวามีตกอยู่ในอันตราย จึงรีบขับช้างเข้าขวางไว้ ช้างพระเจ้าแปรเสยช้างสมเด็จพระสุริโยทัย จนเท้าหน้าทั้งสองลอยพ้นพื้นดินแล้วพระเจ้าแปรจึงใช้ของ้าวฟันสมเด็จพระสุริโยทัย จากพระพาหาหรือบ่า ขาดมาถึงกลางพระองค์ จึงสวรรคตบนคอช้าง ส่วนพระราชโอรสทั้งสองขับช้างเข้ากันข้าศึก นำช้างพร้อมทั้งพระศพสมเด็จพระราชชนนีกลับเข้าเมืองไปได้


พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงตั้งค่ายล้อมพระนครและพยายามที่จะโจมตีอยู่นานถึงเดือนเศษ ก็ไม่อาจที่จะตีกรุงศรีอยุธยาได้ กองทัพพม่าเริ่มขาดเสบียงอาหารเพราะมีจำนวนมาก ขณะนั้นกองทัพไทยจากพิษณุโลกและหัวเมืองฝ่ายเหนือ เตรียมลงมาช่วยล้อมกองทัพพม่า พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงตัดสินพระทัยยกทัพกลับทางเหนือผ่านด่านแม่ละเมา เมืองตาก


พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงถอยทัพขึ้นทางเหนือตีได้หัวเมืองเหนือหลายเมือง


พงศาวดารพม่าระบุว่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งกรุงหงสาวดีทรงกรีธาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2021 แต่หลังจากนั้น 1 ปี พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เสด็จสวรรคตและเกิดกบฏขึ้น ว่ากันว่ามีชาวโปรตุเกสชื่อ ดีโก ซัวเรซเป็นตัวการทำให้พระเจ้า ตะเบ็งชะเวตี้เสวยสุราเป็นนิจสิน การเสวยสุราเป็นประจำก็ทำให้ฟั่นเฟือนไม่สามารถว่าราชการได้


พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ติดสุราขั้นร้ายแรง ทำให้พวกหัวเมืองมอญพากันเอาใจออกห่าง และเป็นกบฏขึ้นที่เมืองเมาะตะมะ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงให้บุเรงนองไปปราบเมืองเมาะตะมะ พอบุเรงนองออกจากเมืองหงสาวดีไปยังไม่ทันถึงเมืองเมาะตะมะ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ถูกจับปลงพระชนม์ ในกรณีการลอบปลงพระชนม์นี้ กล่าวกันว่าพวกมอญก็ได้ลวงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ไปลอบปลงพระชนม์แล้วยึดหงสาวดี


พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันพุธที่ 1 พ.ค. ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2093) ด้วยพระชนมพรรษา 38 พรรษา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จไปคล้องช้างเผือกตามคำเพ็ดทูลของขุนนางมอญผู้หนึ่ง เพื่อล่อให้พระองค์เสด็จออกจากเมืองหลวงกรุงหงสาวดี เพื่อให้พระองค์ห่างไกลผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ด้วยการตัดพระศอ หลังจากสิ้นสงครามเสียสมเด็จพระสุริโยทัย เพียง 3 เดือน ซึ่งสมิงสอทุตเป็นขุนนางมอญและเป็นเจ้าเมืองซิตตวง เป็นหัวหน้าวางแผนการปลงพระชนม์ ทั้งยังได้รวบรวมสมัครพรรคพวกรักษาป้อมปราการที่เมืองของตนและประกาศตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าสมิง สกาวาว”

โดย วิกรม กรมดิษฐ์
คอลัมน์ ซีอีโอโลก
จาก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550